วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.07 : หรืออันที่จริงแล้วจริยธรรมไม่ได้ช่วยให้นักข่าวเป็นคนดีเลย



ปฏิรูปสื่อ EP.07 : หรืออันที่จริงแล้วจริยธรรมไม่ได้ช่วยให้นักข่าวเป็นคนดีเลย


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้นายสรยุทธ์ สุททัศนจินดา ผู้ประกาศข่าวช่อง จำคุกเป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน จากคดีไร่ส้ม โดยไม่รอลงอาญา แต่พอผ่านไปหนึ่งวันหลังศาลตัดสิน นายสรยุทธ์ก็ยังมาทำหน้าที่อ่านข่าวหน้าจอตามเดิมเหมือนปกติ

มีสื่อมวลชน นักวิชาการ รวมถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมจำนวนมาก  แต่แล้วทางช่อง 3 ก็ได้ออกมาปกป้องโดยไม่ฟังกระแสสังคม จากเหตุการณ์นี้ที่ทำให้มหกรรมปลุกกระแสคลื่นจริยธรรมขยายตัวเป็นวงกว้างขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนเป้าหมายในการเรียกร้องใหม่ จากนายสรยุทธ พุ่งเป้าไปที่ช่อง 3 แทน และยกระดับการเคลื่อนไหวกดดัน ให้รุนแรงขึ้น

ปรากฎการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าจริยธรรมสื่อมวลชนที่ผู้เป็นสื่อต้องยึดถือไม่ได้ช่วยให้ผู้ทำอาชีพนี้เป็นคนดีขึ้นเลย

 คนทำสื่อควรมีมาตรฐานสูงกว่าคนทั่วไปหรือไม่ ?
     การกระทำของสื่อทุกย่างก้าวมีผลกระทบต่อสังคมวงกว้างกว่าคนทั่วไปจริงหรือไม่?
     คนทำสื่อเป็นบุคคลสาธารณะ ที่ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะหรือไม่?
   คนทำสื่อสาระที่จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบบุคคลสาธารณะอื่น ๆ ตนเองจะต้องมีความบริสุทธิ์พอสมควรใช่หรือไม่?

หลากหลายคำถามเหล่านี้ที่เกิดขึ้นและได้ถูกนำมาถกกันจนเกิดเป็นกระแสสังคมเพื่อหาคำตอบข้อสรุปที่แน่ชัดว่า คนทำสื่อจะต้องมีจรรยาบรรณ – จริยธรรมความรับผิดชอบต่อสังคมโดยเฉพาะหรือไม่



                จริยธรรมที่นักข่าวควรมีในขณะทำหน้าที่บางทีในโลกแห่งความจริงสิ่งที่เรียนมามันอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้ อย่างเช่น กรณีนี้ ดังเช่นที่ช่อง 3 ยังให้นายสรยุทธ์สามารถทำงานต่อได้ เป็นเหตุการณ์บ่งชี้ตัวสำคัญ  ปัญหาจริยธรรมสื่อนั้นมีปัญหามาให้เห็นอยู่ตลอด แม้จะเกิดการเสวนาร่วมหารือแก้ไข้อยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะเรื่องของการกำกับดูแลกันเอง ที่โดนวิจารณ์ว่าเป็นเพียงแค่เสือกระดาษ สมาชิกคนไหนไม่พอใจต่อคำตักเตือนก็ลาออกแต่ยังทำงานอยู่ในแวดวงนี้ได้
(คำศัพท์: เสือกระดาษ หมายถึง มีอำนาจแต่ทำอะไรไม่ได้หรือไม่ยอมทำ ปล่อยวางเฉย)



       ช่องโหว่ตรงจุดนี้เองที่ทำให้ในการปฏิรูปสื่อต้องการให้เกิดองค์กรเพื่อเข้ามาควบคุมดูแลจริยธรรมการทำงานของสื่อ แต่ทางฝ่ายคนทำงานในแวดวงสื่อมวลชลนั้นไม่เห็นด้วย เพราะจะเป็นการเปิดประตูให้รัฐเข้ามาแทรกแซงได้ แต่จากปัญหาที่ผ่านมามาตรฐานการดูแลของสื่อด้วยกันเองนั้นอยู่ที่ตรงไหน? หากไม่ต้องการให้มีองค์กรไหนเข้ามาควบคุม ปัญหาจริยธรรมสื่อที่เกิดขึ้นนั้นตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมาควรจัดการอย่างไร นอกจากพยามให้มีวิชาจริยธรรมสื่อบรรจุไว้ในหลักสูตรนิเทศศาสตร์
โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต ออกมาให้ความเห็นว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกคน จะต้องเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพนี้ หากไม่เป็นสมาชิกจะไม่สามารถทำงานในวงการสื่อได้ กฎหมายต้องบังคับ นายจ้างต้องจ้างเฉพาะคนที่เป็นสมาชิกเท่านั้น เพียงแต่ตอนเริ่มทำงานอาจไม่จำเป็นต้องมีการสอบเข้าเพื่อให้วงการสื่อมีความหลากหลาย เปิดกว้าง ให้แต่ละองค์กรเลือกสรรเองอย่างเสรี ไม่ต้องมีใบอนุญาต ไม่ต้องมีการสอบ เหมือนอย่างแพทย์ที่ต้องมีใบประกอบโรคศิลปะ หรือทนายความที่ต้องมีตั๋วทนาย นั่นเพราะไม่ต้องการให้สภาวิชาชีพสื่อเข้ามามีอิทธิพลเหนือคนที่จะมาเป็นนักข่าวหรือช่างภาพ

เปิดเสรีให้แต่ละสำนักคัดเลือกบุคลากรของตนเองมิฉะนั้น จะมีการเมือง ทั้งภายในภายนอก เข้ามากีดกันคนที่จะเป็นสื่อมวลชน ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น



แต่ในวันที่เริ่มต้นเข้ามาทำงานสื่อสารมวลชน ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวหรือช่างภาพ ทุกคนจะต้องเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพนี้ ถ้าไม่จดทะเบียนเป็นสมาชิกจะทำงานสื่อไม่ได้ ว่าจ้างไม่ได้ เมื่อจดทะเบียนเป็นสมาชิกก็จะต้องเซ็นรับทราบว่ามีหน้าที่และความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งหากละเมิด ก็ถูกสภาวิชาชีพสอบสวน ลงโทษตามความหนักเบาของแต่ละโทษที่เกิดขึ้น
หากทำผิดรุนแรง โทษอาจจะหนักถึงขั้นงดเว้นการเป็นสมาชิก ซึ่งเท่ากับว่า บุคคลนั้นๆ ไม่สามารถประกอบวิชาชีพในช่วงระยะเวลาตามที่สภาวิชาชีพกำหนด เช่น 5 ปี 3 ปี 1 ปี แล้วแต่โทษานุโทษที่สภาวิชาชีพจะพิจารณากำหนดไว้ให้ชัดเจน เป็นที่ยอมรับร่วมกัน
วิกฤติสรยุทธ เป็นโอกาสที่สื่อมวลชนจะลุกขึ้นมาสร้างระบบกำกับตรวจสอบควบคุมกันเองให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

 อย่างไรก็ตามผู้เขียนมองว่าไม่ควรมีสภาวิชาชีพสื่อเข้ามาดูแลควบคุมอยู่ดี เพราะหากหน่วยงานนี้เข้ามาจะมีอิทธิพลเหนือคนที่จะมาทำให้การทำงานเป็นนักข่าวหรือช่างภาพได้ไม่เต็มที่ ควรเปิดเสรีให้แต่ละสำนักคัดเลือกบุคลากรของตนเอง มิฉะนั้นจะมีการเมืองทั้งภายในภายนอก เข้ามากีดกันคนที่จะเป็นสื่อมวลชน ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น

แนวคิดเรื่องจริยธรรมถูกถกเถียงด้วยเสียงบางส่วนเช่นกันว่า สิ่งนี้จอมปลอมหรือไม่ เพราะเหตุมองกันตามความจริงกระบวนการยุติธรรมบ้านเราก็แปลกไปจากประเทศอื่นมาก ประเทศอื่นเขาจะไม่ตัดสินผู้ต้องหาจนกว่าจะเห็นว่ามีความผิดจริงจากการตรวจสอบ (Innocent until proven guilty) แต่ประเทศเรามักจะตัดสินไปก่อนว่าผิดจนกว่าจะมีหลักฐานว่าบริสุทธิ์จริง ๆ (Guilty until proven innocent) ซึ่งเป็นสิ่งแย่มากในการตัดสิน



การที่กลุ่มองค์กรบางกลุ่มรีบหมดอาลัยไยดี (diassociate) ตัวเองจากเรือที่กำลังจมอย่าง"สรยุทธ์" มันไม่ใช่การพิทักษ์หรือช่วยปราบปรามอะไรเลย จริง ๆ แล้วมันคือการตัดช่องน้อยแต่พอตัว ไม่ให้ตัวเองเสียชื่อในประเทศที่สรรหาทุกเรื่องมาชวนให้ ดราม่าได้ทุกอย่างแบบประเทศไทย



แม้ในที่สุด สรยุทธ์ได้ออกมาประกาศยุติการทำบทบาทหน้าที่ผู้ประกาศข่าว โดยกล่าวว่าไม่อยากให้ส่งผลกระทบกับทางช่องสาม ผ่านทาง Instragram  ซึ่งมีผู้ติดตามประมาณ 1.5 ล้านบัญชี แต่ไม่มีการพูดขอโทษหรือแสดงความเสียใจใดๆ ทั้งสิ้น   จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงปัญหาจริยธรรมสื่อที่ผ่านมา สะท้อนความจำเป็นว่าหากสื่อมวลชนไม่ต้องการให้มีองค์กรใดเข้ามาควบคุมดูแลการทำงาน ก็ควรกำหนดให้มีบรรทัดฐานมากกว่านี้ หรือจะยังเหมือนเดิมแล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสังคมเข้ามากดดันให้ออกมาสำนึกผิดหรือขอโทษเวลาเกิดปัญหาด้านจริยธรรมเอง

วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น