วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.06:บทเรียนสรยุทธ์ เมื่อเงินอยู่เหนือจรรยาบรรณสื่อ



 บทเรียนสรยุทธ์  เมื่อเงินอยู่เหนือจรรยาบรรณสื่อ



       หลังจากเปิดฉากกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี2549 ระหว่างบริษัท ไร่ส้ม จำกัด กับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในที่เมื่อเช้าวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สุดศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้จำคุกนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทไร่ส้ม จำกัด เป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานร่วมมือพนักงานในองค์กรของรัฐ (อสมท) ให้กระทำการโดยมิชอบจนเกิดความเสียหายแก่องค์กรของ ซึ่งต่อมาศาลได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการยื่นอุทธรณ์โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และห้ามเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งต้องมารายงานตัวต่อศาลทุกๆ 30 วัน

         คดีนี้ ฟ้องโจทก์ ระบุว่า ช่วงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548-28 เมษายน 2549 นางพิชชาภา ได้จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ "คุยคุ้ยข่าว" ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลา เพื่อเรียกเก็บเงินจากบริษัทไร่ส้ม 17 ครั้ง ทำให้ อสมท เสียหาย 138 ล้านบาทเศษ และยังเรียกรับเงินกว่า 600,000 บาท จากนายสรยุทธ และพวก เป็นการตอบแทน  ศาลได้อ่านคำพิพากษาจำคุก นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด จำเลยที่ 1 จำคุก 30 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุก 20 ปี


  
เปิดแฟ้มคดีนกน้อยในไร่ส้ม



      ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนที่จะเกิดการเปิดฉากระหว่าง  บริษัท ไร่ส้ม จำจัด  ที่มี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดาหรือ ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ในฐานะกรรมการผู้จัดการ กับ บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน)  ได้ตกลงทำสัญญากันว่า  หากโฆษณาเกินครั้งล่ะ 5นาที ต้องจ่ายเงินให้กับทาง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) นาทีละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท

     แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ของทาง อสมท ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจัดคิวโฆษณารวมและรายงานโฆษณาเกินได้ให้ความช่วยเหลือบริษัทไร่ส้ม โดยไม่รายงานโฆษณาที่เกินเวลา จากการสอบสวนพบว่า เอกชนเจ้าของรายการได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คให้เจ้าหน้าที่ อสมท รวมเป็นเงิน 739,770 บาท

    ซึ่งในรายการคุยคุ้ยข่าวมีการโฆษณาเกินเวลา 5นาทีที่กำหนดไว้ แต่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ อสมท โดยไม่รายงานโฆษณาที่เกินเวลาแลกกับเช็คเงิน และยังพบว่ามีการโฆษณาในรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้ เช่น การ TIE-IN การชิงโชค การพูดถึงสินค้าในรายการ  ซึ่งบริษัท ไร่ส้มจำกัด ได้โฆษณาเกินเวลามาตั้งแต่ปี 2547-2549 และไม่จ่ายเงินค่าโฆษณาเกินเวลา นับเป็นความเสียหาย 138,790,000บาท



   ต่อมจริยธรรมของการเป็นตัวอย่างที่ดีหายเกลี้ยงไปหมดเพราะเมื่อผู้ทำหน้าที่เรียกร้องไม่ให้เกิดการทุจริตกลับมาเป็นผู้กระทำเสียเอง แล้วประชาชนจะหาความจริงได้จากที่ไหน

      เมื่อสื่อหลายสำนักได้นำเสนอข่าวกรณีคดีไร่ส้มออกไป ได้เกิดกระแสบนโลกอินเตอร์เน็ตเรียกร้องให้ผู้ประกาศข่าวชื่อดังประจำรายการเรื่องเล่าเช้านี้ยุติบทบาทลงจนกว่าจะพ้นคดีเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและช่อง รวมถึงฝ่ายสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยก็ได้ออกมาเรียกร้องให้สรยุทธ ทบทวนการทำหน้าที่ของผู้ประกาข่าว โดยเรียกร้องให้ผู้บริหารของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทบทวนการทำหน้าที่ของสรยุทธ เพื่อเป็นแบบอย่างในการสร้างบรรทัดฐานด้านจริยธรรมให้แก่วงการสื่อมวลชนไทย

      โดยในคำแถลงการณ์ระบุว่า ถึงแม้กรณีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ แต่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมว่ามีหลักฐานเพียงพอว่า นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นความผิดทั้งทางด้านอาญาและด้านจริยธรรม เพราะฉะนั้นสังคมจึงมีความคาดหวังว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จะแสดงความรับผิดชอบและเป็นตัวอย่างในการวางมาตรฐานจริยธรรมด้วยการให้ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ยุติบทบาทหน้าจอ อย่างน้อยเป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

    สื่อมวลชนไทยได้ยึดมั่นในหลักการของการกำกับและดูแลกันเองเพื่อสร้างหลักประกันสำหรับเสรีภาพในการรายงานข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นมาตลอด แต่จุดยืนของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ต่อกรณี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ทำให้หลักการของการกำกับดูแลกันเองของสื่อถูกตั้งคำถามมากขึ้น และเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับความพยายามของกลุ่มคนที่ต้องการให้มีกลไกที่มีอำนาจทางกฎหมายในการควบคุมและลงโทษสื่อที่ละเมิดจริยธรรม

       หากเทียบกรณีใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ เมื่อไม่นานมานี้ พิธีกรชื่อดังอย่าง คังโฮดง ได้ประกาศขอยุติการทำหน้าที่ในวงการชั่วคราวเพื่อชดเชยต่อความผิดพลาดเรื่องการหลบเลี่ยงภาษีของเขาเอง จนทำให้เขาถูกสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหลายล้านวอน โดย คังโฮดง เปิดใจทั้งน้ำตาว่า ในฐานะอาชีพเป็นคนบันเทิง มีหน้าที่มอบความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนผ่านโทรทัศน์ สถานการณ์เช่นนี้ตนคงไม่สามารถพูดคุยหรือหัวเราะผ่านหน้าจอได้อีกต่อไป จึงใช้โอกาสนี้บอกกับผู้ชมถึงการถอนตัวจากวงการบันเทิง และตนอยากจะขออภัยต่อประชาชนจริง ๆ สำหรับเหตุปัญหาเรื่องภาษีที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดจากการขาดความละเอียดรอบคอบในการจัดการของตน และขออภัยที่ทำให้สังคมต้องวุ่นวาย

       ในฐานะสื่อมวลชน ผู้สื่อข่าวหรือผู้ประกอบการในแวดวงนี้ จริยธรรมในการทำหน้าที่นับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าสิทธิเสรีภาพ การที่ช่องสามออกมาบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของสรยุทธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานนับเป็นตรรกะที่ผิดเพี้ยนเพราะการกระทำที่ผู้ประกาศข่าวชื่อดังทำคือการทำผิดกฎหมายได้มีการเห็นชอบให้เกิดการทุจริตเกิดขึ้นมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์แวดวงสื่อมวลชน   

  แต่การที่ช่องสามยังปฏิเสธการแสดงความรับผิดชอบในวิชาชีพด้วยการยุติบทบาทชั่วคราวจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้นและการแสดงถึงจุดยืนในการต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่องค์กรธุรกิจระดับประเทศควรจะเป็นต้นแบบในการดำรงไว้ซึ่งบรรษัทภิบาล  โดยยังให้ผู้ประกาศข่าวชื่อดังทำหน้าที่ดำเนินรายการต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับว่าเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตปัญหาทางจริยธรรมในสังคมไทยที่น่าเป็นห่วง

    ในยุคของการปฏิรูปสื่อ สื่อบอกว่าสามารถดูแลกันเองได้ ไม่ต้องมีกฎหมายมาควบคุมดูแล แต่กรณีที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามจากสังคมว่าจริงแล้วหรือไม่ที่สื่อจะกำกับดูแลตนเองได้อย่างที่บอกไว้

_______________________________________________________________________________________________
คำว่า บรรษัทบริบาล หมายถึง การกำกับดูแลกิจการให้เจริญรุดหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเงื่อนไขของความถูกต้องโปร่งใส การมีจริยธรรมที่ดี โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียในกิจการเป็นหลัก


วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

     



     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น