บทเรียนสรยุทธ์
เมื่อเงินอยู่เหนือจรรยาบรรณสื่อ
หลังจากเปิดฉากกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี2549 ระหว่างบริษัท
ไร่ส้ม จำกัด กับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในที่เมื่อเช้าวันที่ 29 กุมภาพันธ์
ที่ผ่านมา สุดศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้จำคุกนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา
ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทไร่ส้ม จำกัด เป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
ในความผิดฐานร่วมมือพนักงานในองค์กรของรัฐ (อสมท)
ให้กระทำการโดยมิชอบจนเกิดความเสียหายแก่องค์กรของ ซึ่งต่อมาศาลได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการยื่นอุทธรณ์โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
และห้ามเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งต้องมารายงานตัวต่อศาลทุกๆ
30 วัน
คดีนี้ ฟ้องโจทก์ ระบุว่า ช่วงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548-28 เมษายน 2549 นางพิชชาภา
ได้จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ "คุยคุ้ยข่าว" ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต
ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลา เพื่อเรียกเก็บเงินจากบริษัทไร่ส้ม 17 ครั้ง ทำให้ อสมท เสียหาย 138 ล้านบาทเศษ
และยังเรียกรับเงินกว่า 600,000 บาท จากนายสรยุทธ และพวก
เป็นการตอบแทน ศาลได้อ่านคำพิพากษาจำคุก นางพิชชาภา
เอี่ยมสะอาด จำเลยที่ 1 จำคุก 30 ปี
จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุก 20 ปี
เปิดแฟ้มคดีนกน้อยในไร่ส้ม
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนที่จะเกิดการเปิดฉากระหว่าง บริษัท ไร่ส้ม จำจัด ที่มี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดาหรือ ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง
ในฐานะกรรมการผู้จัดการ กับ บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน) ได้ตกลงทำสัญญากันว่า หากโฆษณาเกินครั้งล่ะ 5นาที
ต้องจ่ายเงินให้กับทาง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) นาทีละไม่ต่ำกว่า 200,000
บาท
แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ของทาง อสมท
ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจัดคิวโฆษณารวมและรายงานโฆษณาเกินได้ให้ความช่วยเหลือบริษัทไร่ส้ม
โดยไม่รายงานโฆษณาที่เกินเวลา จากการสอบสวนพบว่า
เอกชนเจ้าของรายการได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คให้เจ้าหน้าที่ อสมท รวมเป็นเงิน 739,770 บาท
ซึ่งในรายการคุยคุ้ยข่าวมีการโฆษณาเกินเวลา 5นาทีที่กำหนดไว้
แต่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ อสมท
โดยไม่รายงานโฆษณาที่เกินเวลาแลกกับเช็คเงิน และยังพบว่ามีการโฆษณาในรูปแบบอื่นๆ
นอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้ เช่น การ TIE-IN การชิงโชค การพูดถึงสินค้าในรายการ
ซึ่งบริษัท ไร่ส้มจำกัด ได้โฆษณาเกินเวลามาตั้งแต่ปี 2547-2549 และไม่จ่ายเงินค่าโฆษณาเกินเวลา
นับเป็นความเสียหาย 138,790,000บาท
ต่อมจริยธรรมของการเป็นตัวอย่างที่ดีหายเกลี้ยงไปหมดเพราะเมื่อผู้ทำหน้าที่เรียกร้องไม่ให้เกิดการทุจริตกลับมาเป็นผู้กระทำเสียเอง
แล้วประชาชนจะหาความจริงได้จากที่ไหน?
เมื่อสื่อหลายสำนักได้นำเสนอข่าวกรณีคดีไร่ส้มออกไป
ได้เกิดกระแสบนโลกอินเตอร์เน็ตเรียกร้องให้ผู้ประกาศข่าวชื่อดังประจำรายการเรื่องเล่าเช้านี้ยุติบทบาทลงจนกว่าจะพ้นคดีเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและช่อง
รวมถึงฝ่ายสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยก็ได้ออกมาเรียกร้องให้สรยุทธ
ทบทวนการทำหน้าที่ของผู้ประกาข่าว
โดยเรียกร้องให้ผู้บริหารของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทบทวนการทำหน้าที่ของสรยุทธ
เพื่อเป็นแบบอย่างในการสร้างบรรทัดฐานด้านจริยธรรมให้แก่วงการสื่อมวลชนไทย
โดยในคำแถลงการณ์ระบุว่า ถึงแม้กรณีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์
แต่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมว่ามีหลักฐานเพียงพอว่า
นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เกิดขึ้น
ซึ่งเป็นความผิดทั้งทางด้านอาญาและด้านจริยธรรม เพราะฉะนั้นสังคมจึงมีความคาดหวังว่า
สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3
จะแสดงความรับผิดชอบและเป็นตัวอย่างในการวางมาตรฐานจริยธรรมด้วยการให้ นายสรยุทธ
สุทัศนะจินดา ยุติบทบาทหน้าจอ อย่างน้อยเป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะสิ้นสุด
สื่อมวลชนไทยได้ยึดมั่นในหลักการของการกำกับและดูแลกันเองเพื่อสร้างหลักประกันสำหรับเสรีภาพในการรายงานข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นมาตลอด
แต่จุดยืนของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ต่อกรณี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา
ทำให้หลักการของการกำกับดูแลกันเองของสื่อถูกตั้งคำถามมากขึ้น
และเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับความพยายามของกลุ่มคนที่ต้องการให้มีกลไกที่มีอำนาจทางกฎหมายในการควบคุมและลงโทษสื่อที่ละเมิดจริยธรรม
หากเทียบกรณีใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้
เมื่อไม่นานมานี้ พิธีกรชื่อดังอย่าง คังโฮดง
ได้ประกาศขอยุติการทำหน้าที่ในวงการชั่วคราวเพื่อชดเชยต่อความผิดพลาดเรื่องการหลบเลี่ยงภาษีของเขาเอง
จนทำให้เขาถูกสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหลายล้านวอน โดย คังโฮดง
เปิดใจทั้งน้ำตาว่า ในฐานะอาชีพเป็นคนบันเทิง มีหน้าที่มอบความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนผ่านโทรทัศน์
สถานการณ์เช่นนี้ตนคงไม่สามารถพูดคุยหรือหัวเราะผ่านหน้าจอได้อีกต่อไป
จึงใช้โอกาสนี้บอกกับผู้ชมถึงการถอนตัวจากวงการบันเทิง และตนอยากจะขออภัยต่อประชาชนจริง
ๆ สำหรับเหตุปัญหาเรื่องภาษีที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดจากการขาดความละเอียดรอบคอบในการจัดการของตน
และขออภัยที่ทำให้สังคมต้องวุ่นวาย
ในฐานะสื่อมวลชน
ผู้สื่อข่าวหรือผู้ประกอบการในแวดวงนี้
จริยธรรมในการทำหน้าที่นับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าสิทธิเสรีภาพ
การที่ช่องสามออกมาบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของสรยุทธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานนับเป็นตรรกะที่ผิดเพี้ยนเพราะการกระทำที่ผู้ประกาศข่าวชื่อดังทำคือการทำผิดกฎหมายได้มีการเห็นชอบให้เกิดการทุจริตเกิดขึ้นมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์แวดวงสื่อมวลชน
แต่การที่ช่องสามยังปฏิเสธการแสดงความรับผิดชอบในวิชาชีพด้วยการยุติบทบาทชั่วคราวจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้นและการแสดงถึงจุดยืนในการต่อต้านคอร์รัปชั่น
ที่องค์กรธุรกิจระดับประเทศควรจะเป็นต้นแบบในการดำรงไว้ซึ่งบรรษัทภิบาล
โดยยังให้ผู้ประกาศข่าวชื่อดังทำหน้าที่ดำเนินรายการต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นับว่าเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตปัญหาทางจริยธรรมในสังคมไทยที่น่าเป็นห่วง
ในยุคของการปฏิรูปสื่อ สื่อบอกว่าสามารถดูแลกันเองได้
ไม่ต้องมีกฎหมายมาควบคุมดูแล แต่กรณีที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามจากสังคมว่าจริงแล้วหรือไม่ที่สื่อจะกำกับดูแลตนเองได้อย่างที่บอกไว้
_______________________________________________________________________________________________
คำว่า บรรษัทบริบาล หมายถึง การกำกับดูแลกิจการให้เจริญรุดหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเงื่อนไขของความถูกต้องโปร่งใส การมีจริยธรรมที่ดี โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียในกิจการเป็นหลัก
วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น