วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.09 : โลกออนไลน์...ภัยใกล้ตัว ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น


ปฏิรูปสื่อ EP.09 : โลกออนไลน์...ภัยใกล้ตัว ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น



เรื่องของจริยธรรมในโลกออนไลน์ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง
ประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคมอย่างต่อเนื่อง กรณีคนขับรถเบนซ์ ซึ่งผู้คนได้ออกมาให้ความเห็นมากมาย
และได้เกิดคำถามเดิม ๆ อีกครั้งว่า      การแสดงความเห็นเช่นนี้...ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่นหรือไม่ ?




ผู้คนมากมายได้ออกมาให้ความเห็นกรณีคนขับรถเบนซ์ ซึ่งความคิดเห็นเหล่านี้ มีลักษณะตัดสินผู้เกี่ยวข้องด้วยข้อความผ่านสื่อออนไลน์




หากย้อนไปในอดีตที่ไม่นานนักจะพบกรณีเช่นเดียวกัน กรณีรถชนย่านดินแดง ที่ถูกส่งต่อเผยแพร่คลิปแรก เจ้าของรถสีดำอธิบายการชนของรถคู่กรณี  ต่อมาไม่นานคลิปที่ผู้เห็นเหตุการณ์ถ่ายไว้ได้แพร่กระจายไป ซึ่งไม่เป็นไปตามที่เจ้าของรถอธิบาย จากนั้นสองวันถัดมา เหตุการณ์นี้ถูกเปิดเผยมากขึ้นผ่านกล้องวงจรปิด
แต่ละคลิปอาจถูกส่งต่อโดยช่วงเวลาที่ไม่ต่อเนื่อง ที่ให้เข้าใจผิดต่อการกระทำและการอธิบายของผู้ที่อยู่ในคลิป ทำให้ถูกกระทบและถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตามผู้ตกเป็นเหยื่อของข่าวก็เสียหายไปแล้ว แม้จะมีการออกมาอธิบายความจริงก็ตาม



ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ นักวิชาการด้านสื่อมวลชน ได้ให้ความเห็นว่า "การให้ความเห็นบนโลกออนไลน์เป็นความสุ่มเสี่ยง ขอให้ตระหนักไว้ว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่เราจะไปโพสต์วิจารณ์...เราคิดถี่ถ้วนหรือยัง ข้อมูลที่ได้มา มีการตรวจสอบมากน้อยเพียงใด  เพราะหลายครั้งข้อมูลที่เราได้มานั้นมีข้อเท็จจริงเพียงไม่มาก การตรวจสอบข้อมูลจึงสำคัญ"

ความรวดเร็วทางสื่อออนไลน์ และการนำเสนอเนื้อหาทางอารมณ์ อาจเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้ขาดการตรวจสอบข้อมูล
การแสดงความเห็นก็เช่นกัน โดยการตัดสินจากสิ่งที่เห็นบนสื่อออนไลน์เพียงไม่กี่วินาที ผู้ถูกกระทบจากผู้ใช้โดยไม่รู้ตัวแต่ละปีมีผู้แจ้งความดำเนินคดีหมิ่นประมาทจากเฟสบุคไม่ต่ำกว่า 1,000 คดี

การโพสสิ่งต่าง ๆ นา ๆ บนเฟสบุคนั้นมีผลทางกฎหมายตามมา ถ้าผู้ที่ได้รับผลกระทบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ทางพนักงานสืบสวนจะรับคดี ตามนโยบาย ผบ.ตร. และกฎหมายที่ว่า(ที่เกี่ยวข้อง) โดยกฎหมายฉบับนั้น คือ พรบ.คอม ฯ ปี  50

ทั้งนี้การใช้กฎหมายเข้ามาก็ไม่ได้ทำให้คดีทางโซเชียลลดลง ผู้ใช้ควรมีวิจารณญาณในการรู้เท่าทัน และหมั่นควรต้องฝึกตั้งคำถามกับสารที่ได้รับอยู่บ่อย ๆ
การตั้งข้อสังเกต และการตรวจสอบข้อมูล รวมทั้งหากไม่จำเป็น ไม่ควรแสดงความคิดเห็นในทุกเรื่อง
และสังคมสื่อออนไลน์ก็ควรมีการตรวจสอบกันเอง

หากการวิพากษ์วิจารณ์นั้นนำไปสู่การขับเคลื่อน การกระทำเช่นนั้นย่อมเป็นสิ่งสมควร พลังของโซเชียลมีเดียถึงมีคุณค่า
แต่ถ้าหากการวิจารณ์ของเรานั้นกลายเป็นผลกระทบ เกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดกระแสที่ไม่ดี แน่นอนว่าย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ

การแสดงความคิดเห็นบนสื่อออนไลน์ แม้ความคิดเห็นนี้ ผู้ใช้อาจมองว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นที่สาธารณะ ที่ผู้ใช้ต้องยอมรับผลกระทบที่สะท้อนออกมา

การใช้สื่อออนไลน์โดยขาดวิจารณญาณ อาจไปกระทบสิทธิผู้อื่น ซึ่งอาจทำให้เราได้รับผลกระทบอีกเช่นกันหากไม่ระมัดระวังในการใช้

#จัดระเบียบสื่อออนไลน์ #ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น #COOLKIDSREPORTER

วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ 13570580

ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.08 : เอแบคยัดซอง ร้อนฉ่าหราสังคม


ปฏิรูปสื่อ EP.08 : เอแบคยัดซอง ร้อนฉ่าหราสังคม




เพิ่งจะผ่านประเด็นสรยุทธ์กับคดีไร่ส้มได้ไม่นาน ในกรณีที่เกิดกระแสสังคมออกมาวิจารณ์ถึงจริยธรรมการทำงานของสื่อ  ล่าสุดเกิดประเด็นร้อนในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาสำหรับปัญหาสื่อมวลชนหลายคนจากหลายสำนักรับค่าตอบแทนในการทำข่าวจากสำนักวิจัยเอแบคโพลจำนวน163รายการ รวมเป็นจำวนวเงินกว่า4ล้านบาท

หลังจากที่มีการตรวจสอบโดยสมาคมวิชาชีพทั้ง4แห่ง ประกอบด้วย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีนายเจษฏา อนุจารีเป็นประธาน มาเกือบ1ปี  ถึงขนาดนี้คณะกรรมการได้มีผลสรุปแล้วว่าสื่อมวลชนคนใดมีผลต่อการขัดจริยธรรมสื่อมวลชนแล้วบ้าง

สื่อมวลชนรายแรกคืออดีตนักข่าวช่อง5ปัจจุบันสังกัดPPTVเป็นผู้รับเงินจากสำนักวิจัยเอแบคมากที่สุดจำนวนกว่า2ล้านแม้จะอ้างว่าเป็นงานทางวิชาการ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะรับงานทางวิชาการขณะทำหน้าที่นักข่าวไปด้วย  โดยนักข่าวรายนี้ได้ให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าวอิสราว่า

"...เราทำงานโดยที่จรรยาบรรณเราก็มี แต่ในส่วนนี้คือเราใช้ความรู้ความสามารถของเราในด้านการเป็นอาจารย์ด้วย มีบรรยายหลายที่ ที่ทำงานเดิมเราก็ชี้แจง หรือในที่ทำงานปัจจุบันเราก็ระบุในใบสมัครว่าเป็นที่ปรึกษาเป็นคณะนักวิจัยเอแบค  ในใบสมัครเราก็ยืนยันและเมื่อเกิดประเด็นนี้ขึ้นก็ชี้แจงกับผู้บริหารไปแล้วว่าทำหน้าที่อะไร ซึ่งในส่วนนี้ เราก็ถือว่าเป็นโปรไฟล์ เราก็มองว่ามันมีที่มาที่ไปของรายได้ ไม่มีว่าตู้ม! จู่ๆได้มา 2 ล้าน..."

     แต่ผู้สื่อข่าวคนนี้กลับไม่แสดงหลักฐานสัญญาจ้างใดๆเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ ทำให้คณะกรรมตรวจสอบอ้างอิงจากเอกสารของเอแบคโพลว่าอดีตผูสื่อข่าวช่อง5คนนี้รับค่าตอบแทนการทำข่าว

         ต่อมามี ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยหรือ ช่อง11 ยอมรับว่าได้รับเงินจากเอแบคโพลหลายครั้งจริงเฉลี่ยหลักหมื่นบาทมีทั้งค่าสนับสนุนเงินจัดงานเลี้ยง ค่าช่วยเหลือเพื่อนสือมวลชนประสบอุบัติเหตุ  ค่าจ้างทำพรีเซ้นให้เอแบคโพล   และมีอดีตผู้ประสานงานโครงการพิเศษไทยพีบีเอสได้รับหลักพันบาทหลังจากไปสัมภาษณ์ผู้บริหารของสำนักวิจัยเอแบคโพล



     คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเห็นว่าพฤติกรรมสื่อมวลชนทั้ง3คนนี้ไม่เหมาะสมต่อจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน จากนี้จะส่งผลให้องค์กรวิชาชีพพิจารณา

       ด้านนาย วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ยืนยันว่าจะหารือเพื่อส่งข้อเสนอให้องค์กรต้นสังกัดให้มีมาตราการลงโทษ โดยกล่าวว่าที่ผ่านมาได้มีการตักเตือน ตัดเงินเดือนหรือไล่ออกนี้คือมาตราการที่มีอยู่ แต่ยอมรับว่าหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนสื่อยังไม่ชัดเจน



       คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังเชื่อว่ามีสื่อมวลชนอีกหลายคนมีพฤติกรรมขัดต่อจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนแต่องค์กรสื่อต้นสังกัดหลายแห่งไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ  จึงอยากให้แต่ละองค์กรพิจารณา ขอความร่วมมือจากสมาชิกในองค์กรของตนช่วยกันค้นหาข้อเท็จจริงในองค์กรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่ขัดต่อจริยธรรมสื่อมวลชน  หากพบควรจัดแถลงข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับรู้และมีการลงโทษเพื่อสร้างความโปร่งใสในวงการวิชาชีพสื่อมวลชน
 
            นอกจากกรณีนี้จะสั่นสะเทือนไปทั้งวงการมหาวิทยาอัสสัมชัญและสื่อมวลชนแล้ว ยังได้เป็นการสะท้อนถึงช่องโหว่หลักเกณฑ์จริยธรรมสื่อที่ถูกร่ำเรียนกันมา หากแต่ในโลกความเป็นจริงแล้วกลับสวนทางกัน ซึ่งนับว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ การให้เงินเป็นค่าตอบแทนนักข่าวเพื่อเสนอข่าวยังมีอยู่เรื่อยๆ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะมีการนำมาเปิดเผยหรือตรวจสอบได้ หากผู้ประกอบวิชาชีพข่าวยังคงเห็นว่าการรับเงินค่าตอบแทน หรือการขอรับเงินเพื่อสนับสนุนกิจกรรมเป็นเรื่องปกติ และองค์กรต้นสังกัดยังให้ความร่วมมือด้วยก็ยากที่จะเกิดการร่วมมือให้วงการนี้โปร่งใสต่อไปได้   

วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน




วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.07 : หรืออันที่จริงแล้วจริยธรรมไม่ได้ช่วยให้นักข่าวเป็นคนดีเลย



ปฏิรูปสื่อ EP.07 : หรืออันที่จริงแล้วจริยธรรมไม่ได้ช่วยให้นักข่าวเป็นคนดีเลย


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้นายสรยุทธ์ สุททัศนจินดา ผู้ประกาศข่าวช่อง จำคุกเป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน จากคดีไร่ส้ม โดยไม่รอลงอาญา แต่พอผ่านไปหนึ่งวันหลังศาลตัดสิน นายสรยุทธ์ก็ยังมาทำหน้าที่อ่านข่าวหน้าจอตามเดิมเหมือนปกติ

มีสื่อมวลชน นักวิชาการ รวมถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมจำนวนมาก  แต่แล้วทางช่อง 3 ก็ได้ออกมาปกป้องโดยไม่ฟังกระแสสังคม จากเหตุการณ์นี้ที่ทำให้มหกรรมปลุกกระแสคลื่นจริยธรรมขยายตัวเป็นวงกว้างขึ้น พร้อมกับเปลี่ยนเป้าหมายในการเรียกร้องใหม่ จากนายสรยุทธ พุ่งเป้าไปที่ช่อง 3 แทน และยกระดับการเคลื่อนไหวกดดัน ให้รุนแรงขึ้น

ปรากฎการณ์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าจริยธรรมสื่อมวลชนที่ผู้เป็นสื่อต้องยึดถือไม่ได้ช่วยให้ผู้ทำอาชีพนี้เป็นคนดีขึ้นเลย

 คนทำสื่อควรมีมาตรฐานสูงกว่าคนทั่วไปหรือไม่ ?
     การกระทำของสื่อทุกย่างก้าวมีผลกระทบต่อสังคมวงกว้างกว่าคนทั่วไปจริงหรือไม่?
     คนทำสื่อเป็นบุคคลสาธารณะ ที่ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะหรือไม่?
   คนทำสื่อสาระที่จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบบุคคลสาธารณะอื่น ๆ ตนเองจะต้องมีความบริสุทธิ์พอสมควรใช่หรือไม่?

หลากหลายคำถามเหล่านี้ที่เกิดขึ้นและได้ถูกนำมาถกกันจนเกิดเป็นกระแสสังคมเพื่อหาคำตอบข้อสรุปที่แน่ชัดว่า คนทำสื่อจะต้องมีจรรยาบรรณ – จริยธรรมความรับผิดชอบต่อสังคมโดยเฉพาะหรือไม่



                จริยธรรมที่นักข่าวควรมีในขณะทำหน้าที่บางทีในโลกแห่งความจริงสิ่งที่เรียนมามันอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้ อย่างเช่น กรณีนี้ ดังเช่นที่ช่อง 3 ยังให้นายสรยุทธ์สามารถทำงานต่อได้ เป็นเหตุการณ์บ่งชี้ตัวสำคัญ  ปัญหาจริยธรรมสื่อนั้นมีปัญหามาให้เห็นอยู่ตลอด แม้จะเกิดการเสวนาร่วมหารือแก้ไข้อยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะเรื่องของการกำกับดูแลกันเอง ที่โดนวิจารณ์ว่าเป็นเพียงแค่เสือกระดาษ สมาชิกคนไหนไม่พอใจต่อคำตักเตือนก็ลาออกแต่ยังทำงานอยู่ในแวดวงนี้ได้
(คำศัพท์: เสือกระดาษ หมายถึง มีอำนาจแต่ทำอะไรไม่ได้หรือไม่ยอมทำ ปล่อยวางเฉย)



       ช่องโหว่ตรงจุดนี้เองที่ทำให้ในการปฏิรูปสื่อต้องการให้เกิดองค์กรเพื่อเข้ามาควบคุมดูแลจริยธรรมการทำงานของสื่อ แต่ทางฝ่ายคนทำงานในแวดวงสื่อมวลชลนั้นไม่เห็นด้วย เพราะจะเป็นการเปิดประตูให้รัฐเข้ามาแทรกแซงได้ แต่จากปัญหาที่ผ่านมามาตรฐานการดูแลของสื่อด้วยกันเองนั้นอยู่ที่ตรงไหน? หากไม่ต้องการให้มีองค์กรไหนเข้ามาควบคุม ปัญหาจริยธรรมสื่อที่เกิดขึ้นนั้นตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมาควรจัดการอย่างไร นอกจากพยามให้มีวิชาจริยธรรมสื่อบรรจุไว้ในหลักสูตรนิเทศศาสตร์
โดย ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ศาสตราภิชาน มหาวิทยาลัยรังสิต ออกมาให้ความเห็นว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกคน จะต้องเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพนี้ หากไม่เป็นสมาชิกจะไม่สามารถทำงานในวงการสื่อได้ กฎหมายต้องบังคับ นายจ้างต้องจ้างเฉพาะคนที่เป็นสมาชิกเท่านั้น เพียงแต่ตอนเริ่มทำงานอาจไม่จำเป็นต้องมีการสอบเข้าเพื่อให้วงการสื่อมีความหลากหลาย เปิดกว้าง ให้แต่ละองค์กรเลือกสรรเองอย่างเสรี ไม่ต้องมีใบอนุญาต ไม่ต้องมีการสอบ เหมือนอย่างแพทย์ที่ต้องมีใบประกอบโรคศิลปะ หรือทนายความที่ต้องมีตั๋วทนาย นั่นเพราะไม่ต้องการให้สภาวิชาชีพสื่อเข้ามามีอิทธิพลเหนือคนที่จะมาเป็นนักข่าวหรือช่างภาพ

เปิดเสรีให้แต่ละสำนักคัดเลือกบุคลากรของตนเองมิฉะนั้น จะมีการเมือง ทั้งภายในภายนอก เข้ามากีดกันคนที่จะเป็นสื่อมวลชน ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น



แต่ในวันที่เริ่มต้นเข้ามาทำงานสื่อสารมวลชน ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวหรือช่างภาพ ทุกคนจะต้องเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพนี้ ถ้าไม่จดทะเบียนเป็นสมาชิกจะทำงานสื่อไม่ได้ ว่าจ้างไม่ได้ เมื่อจดทะเบียนเป็นสมาชิกก็จะต้องเซ็นรับทราบว่ามีหน้าที่และความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งหากละเมิด ก็ถูกสภาวิชาชีพสอบสวน ลงโทษตามความหนักเบาของแต่ละโทษที่เกิดขึ้น
หากทำผิดรุนแรง โทษอาจจะหนักถึงขั้นงดเว้นการเป็นสมาชิก ซึ่งเท่ากับว่า บุคคลนั้นๆ ไม่สามารถประกอบวิชาชีพในช่วงระยะเวลาตามที่สภาวิชาชีพกำหนด เช่น 5 ปี 3 ปี 1 ปี แล้วแต่โทษานุโทษที่สภาวิชาชีพจะพิจารณากำหนดไว้ให้ชัดเจน เป็นที่ยอมรับร่วมกัน
วิกฤติสรยุทธ เป็นโอกาสที่สื่อมวลชนจะลุกขึ้นมาสร้างระบบกำกับตรวจสอบควบคุมกันเองให้มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

 อย่างไรก็ตามผู้เขียนมองว่าไม่ควรมีสภาวิชาชีพสื่อเข้ามาดูแลควบคุมอยู่ดี เพราะหากหน่วยงานนี้เข้ามาจะมีอิทธิพลเหนือคนที่จะมาทำให้การทำงานเป็นนักข่าวหรือช่างภาพได้ไม่เต็มที่ ควรเปิดเสรีให้แต่ละสำนักคัดเลือกบุคลากรของตนเอง มิฉะนั้นจะมีการเมืองทั้งภายในภายนอก เข้ามากีดกันคนที่จะเป็นสื่อมวลชน ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น

แนวคิดเรื่องจริยธรรมถูกถกเถียงด้วยเสียงบางส่วนเช่นกันว่า สิ่งนี้จอมปลอมหรือไม่ เพราะเหตุมองกันตามความจริงกระบวนการยุติธรรมบ้านเราก็แปลกไปจากประเทศอื่นมาก ประเทศอื่นเขาจะไม่ตัดสินผู้ต้องหาจนกว่าจะเห็นว่ามีความผิดจริงจากการตรวจสอบ (Innocent until proven guilty) แต่ประเทศเรามักจะตัดสินไปก่อนว่าผิดจนกว่าจะมีหลักฐานว่าบริสุทธิ์จริง ๆ (Guilty until proven innocent) ซึ่งเป็นสิ่งแย่มากในการตัดสิน



การที่กลุ่มองค์กรบางกลุ่มรีบหมดอาลัยไยดี (diassociate) ตัวเองจากเรือที่กำลังจมอย่าง"สรยุทธ์" มันไม่ใช่การพิทักษ์หรือช่วยปราบปรามอะไรเลย จริง ๆ แล้วมันคือการตัดช่องน้อยแต่พอตัว ไม่ให้ตัวเองเสียชื่อในประเทศที่สรรหาทุกเรื่องมาชวนให้ ดราม่าได้ทุกอย่างแบบประเทศไทย



แม้ในที่สุด สรยุทธ์ได้ออกมาประกาศยุติการทำบทบาทหน้าที่ผู้ประกาศข่าว โดยกล่าวว่าไม่อยากให้ส่งผลกระทบกับทางช่องสาม ผ่านทาง Instragram  ซึ่งมีผู้ติดตามประมาณ 1.5 ล้านบัญชี แต่ไม่มีการพูดขอโทษหรือแสดงความเสียใจใดๆ ทั้งสิ้น   จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงปัญหาจริยธรรมสื่อที่ผ่านมา สะท้อนความจำเป็นว่าหากสื่อมวลชนไม่ต้องการให้มีองค์กรใดเข้ามาควบคุมดูแลการทำงาน ก็ควรกำหนดให้มีบรรทัดฐานมากกว่านี้ หรือจะยังเหมือนเดิมแล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสังคมเข้ามากดดันให้ออกมาสำนึกผิดหรือขอโทษเวลาเกิดปัญหาด้านจริยธรรมเอง

วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน



วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.06:บทเรียนสรยุทธ์ เมื่อเงินอยู่เหนือจรรยาบรรณสื่อ



 บทเรียนสรยุทธ์  เมื่อเงินอยู่เหนือจรรยาบรรณสื่อ



       หลังจากเปิดฉากกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี2549 ระหว่างบริษัท ไร่ส้ม จำกัด กับ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในที่เมื่อเช้าวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สุดศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้จำคุกนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทไร่ส้ม จำกัด เป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ในความผิดฐานร่วมมือพนักงานในองค์กรของรัฐ (อสมท) ให้กระทำการโดยมิชอบจนเกิดความเสียหายแก่องค์กรของ ซึ่งต่อมาศาลได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการยื่นอุทธรณ์โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และห้ามเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งต้องมารายงานตัวต่อศาลทุกๆ 30 วัน

         คดีนี้ ฟ้องโจทก์ ระบุว่า ช่วงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548-28 เมษายน 2549 นางพิชชาภา ได้จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ "คุยคุ้ยข่าว" ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลา เพื่อเรียกเก็บเงินจากบริษัทไร่ส้ม 17 ครั้ง ทำให้ อสมท เสียหาย 138 ล้านบาทเศษ และยังเรียกรับเงินกว่า 600,000 บาท จากนายสรยุทธ และพวก เป็นการตอบแทน  ศาลได้อ่านคำพิพากษาจำคุก นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด จำเลยที่ 1 จำคุก 30 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุก 20 ปี


  
เปิดแฟ้มคดีนกน้อยในไร่ส้ม



      ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนที่จะเกิดการเปิดฉากระหว่าง  บริษัท ไร่ส้ม จำจัด  ที่มี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดาหรือ ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ในฐานะกรรมการผู้จัดการ กับ บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน)  ได้ตกลงทำสัญญากันว่า  หากโฆษณาเกินครั้งล่ะ 5นาที ต้องจ่ายเงินให้กับทาง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) นาทีละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท

     แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ของทาง อสมท ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบจัดคิวโฆษณารวมและรายงานโฆษณาเกินได้ให้ความช่วยเหลือบริษัทไร่ส้ม โดยไม่รายงานโฆษณาที่เกินเวลา จากการสอบสวนพบว่า เอกชนเจ้าของรายการได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คให้เจ้าหน้าที่ อสมท รวมเป็นเงิน 739,770 บาท

    ซึ่งในรายการคุยคุ้ยข่าวมีการโฆษณาเกินเวลา 5นาทีที่กำหนดไว้ แต่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ อสมท โดยไม่รายงานโฆษณาที่เกินเวลาแลกกับเช็คเงิน และยังพบว่ามีการโฆษณาในรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากที่ตกลงกันไว้ เช่น การ TIE-IN การชิงโชค การพูดถึงสินค้าในรายการ  ซึ่งบริษัท ไร่ส้มจำกัด ได้โฆษณาเกินเวลามาตั้งแต่ปี 2547-2549 และไม่จ่ายเงินค่าโฆษณาเกินเวลา นับเป็นความเสียหาย 138,790,000บาท



   ต่อมจริยธรรมของการเป็นตัวอย่างที่ดีหายเกลี้ยงไปหมดเพราะเมื่อผู้ทำหน้าที่เรียกร้องไม่ให้เกิดการทุจริตกลับมาเป็นผู้กระทำเสียเอง แล้วประชาชนจะหาความจริงได้จากที่ไหน

      เมื่อสื่อหลายสำนักได้นำเสนอข่าวกรณีคดีไร่ส้มออกไป ได้เกิดกระแสบนโลกอินเตอร์เน็ตเรียกร้องให้ผู้ประกาศข่าวชื่อดังประจำรายการเรื่องเล่าเช้านี้ยุติบทบาทลงจนกว่าจะพ้นคดีเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและช่อง รวมถึงฝ่ายสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยก็ได้ออกมาเรียกร้องให้สรยุทธ ทบทวนการทำหน้าที่ของผู้ประกาข่าว โดยเรียกร้องให้ผู้บริหารของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ทบทวนการทำหน้าที่ของสรยุทธ เพื่อเป็นแบบอย่างในการสร้างบรรทัดฐานด้านจริยธรรมให้แก่วงการสื่อมวลชนไทย

      โดยในคำแถลงการณ์ระบุว่า ถึงแม้กรณีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ แต่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมว่ามีหลักฐานเพียงพอว่า นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นความผิดทั้งทางด้านอาญาและด้านจริยธรรม เพราะฉะนั้นสังคมจึงมีความคาดหวังว่า สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 จะแสดงความรับผิดชอบและเป็นตัวอย่างในการวางมาตรฐานจริยธรรมด้วยการให้ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ยุติบทบาทหน้าจอ อย่างน้อยเป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

    สื่อมวลชนไทยได้ยึดมั่นในหลักการของการกำกับและดูแลกันเองเพื่อสร้างหลักประกันสำหรับเสรีภาพในการรายงานข้อมูลข่าวสารและแสดงความคิดเห็นมาตลอด แต่จุดยืนของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ต่อกรณี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ทำให้หลักการของการกำกับดูแลกันเองของสื่อถูกตั้งคำถามมากขึ้น และเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับความพยายามของกลุ่มคนที่ต้องการให้มีกลไกที่มีอำนาจทางกฎหมายในการควบคุมและลงโทษสื่อที่ละเมิดจริยธรรม

       หากเทียบกรณีใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ เมื่อไม่นานมานี้ พิธีกรชื่อดังอย่าง คังโฮดง ได้ประกาศขอยุติการทำหน้าที่ในวงการชั่วคราวเพื่อชดเชยต่อความผิดพลาดเรื่องการหลบเลี่ยงภาษีของเขาเอง จนทำให้เขาถูกสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังหลายล้านวอน โดย คังโฮดง เปิดใจทั้งน้ำตาว่า ในฐานะอาชีพเป็นคนบันเทิง มีหน้าที่มอบความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนผ่านโทรทัศน์ สถานการณ์เช่นนี้ตนคงไม่สามารถพูดคุยหรือหัวเราะผ่านหน้าจอได้อีกต่อไป จึงใช้โอกาสนี้บอกกับผู้ชมถึงการถอนตัวจากวงการบันเทิง และตนอยากจะขออภัยต่อประชาชนจริง ๆ สำหรับเหตุปัญหาเรื่องภาษีที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดจากการขาดความละเอียดรอบคอบในการจัดการของตน และขออภัยที่ทำให้สังคมต้องวุ่นวาย

       ในฐานะสื่อมวลชน ผู้สื่อข่าวหรือผู้ประกอบการในแวดวงนี้ จริยธรรมในการทำหน้าที่นับว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าสิทธิเสรีภาพ การที่ช่องสามออกมาบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของสรยุทธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานนับเป็นตรรกะที่ผิดเพี้ยนเพราะการกระทำที่ผู้ประกาศข่าวชื่อดังทำคือการทำผิดกฎหมายได้มีการเห็นชอบให้เกิดการทุจริตเกิดขึ้นมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์แวดวงสื่อมวลชน   

  แต่การที่ช่องสามยังปฏิเสธการแสดงความรับผิดชอบในวิชาชีพด้วยการยุติบทบาทชั่วคราวจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้นและการแสดงถึงจุดยืนในการต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่องค์กรธุรกิจระดับประเทศควรจะเป็นต้นแบบในการดำรงไว้ซึ่งบรรษัทภิบาล  โดยยังให้ผู้ประกาศข่าวชื่อดังทำหน้าที่ดำเนินรายการต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับว่าเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตปัญหาทางจริยธรรมในสังคมไทยที่น่าเป็นห่วง

    ในยุคของการปฏิรูปสื่อ สื่อบอกว่าสามารถดูแลกันเองได้ ไม่ต้องมีกฎหมายมาควบคุมดูแล แต่กรณีที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามจากสังคมว่าจริงแล้วหรือไม่ที่สื่อจะกำกับดูแลตนเองได้อย่างที่บอกไว้

_______________________________________________________________________________________________
คำว่า บรรษัทบริบาล หมายถึง การกำกับดูแลกิจการให้เจริญรุดหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเงื่อนไขของความถูกต้องโปร่งใส การมีจริยธรรมที่ดี โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียในกิจการเป็นหลัก


วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

     



     

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.05 : วีซ่านักข่าวต่างประเทศ ภัยร้ายอุดปากสื่อ


ปฏิรูปสื่อ EP.05 : วีซ่านักข่าวต่างประเทศ ภัยร้ายอุดปากสื่อ



ประเทศไทยได้มีการออกกฎใหม่ให้แก่นักข่าวต่างประเทศที่จะเข้ามาทำข่าวในประเทศไทย โดยผู้สื่อข่าวนั้นต้องมีสังกัดที่ชัดเจน ทำงานเต็มเวลา ที่สำคัญต้องไม่มีพฤติกรรมที่ส่งผลต่อความวุ่นวายหรือกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเมื่อแถลงการณ์นี้ได้ออกใช้อย่างทางการแล้วผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้วิตกถึงเสรีภาพในการทำงานของพวกเขาในเมืองไทยเป็นอย่างมาก

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้แถลงการณ์ว่า แนวทางที่ประกาศออกมามีการเข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการออกวีซ่าอนุญาตแก่ผู้สื่อข่าว แต่อันที่จริงแล้วในทางปฏิบัติ เรื่องนี้ก็มีผลมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ช่างภาพข่าวบางคนไม่สามารถทำงานในประเทศได้อีกต่อไป

เช่นกันทางสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้ออกมาแถลงการณ์ยอมรับว่า เป็นอำนาจของกระทรวงการต่างประเทศที่จะกำหนดแนวทางหรือระเบียบในเรื่องนี้  แต่อยากขอให้เจ้าหน้าที่ไทยตีความแนวทางใหม่ในทิศทางที่จะช่วยให้นักข่าวสามารถทำข่าวและรายงานได้อย่างเสรีธรรม

ภายหลังกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแนวทางใหม่ในการออกวีซ่าให้กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ทำงานในไทย เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ แนวทางระบุถึงสิ่งที่สำคัญว่า  จะต้องทำงานมีสังกัดกับสื่อไม่ว่าไทยหรือต่างประเทศ โดยต้องทำงานเต็มเวลา ต้องรายงานเกี่ยวกับประเทศไทยในช่วงที่อยู่ในไทยซึ่งต้องยาวนานเกินสามเดือนขึ้นไป และมีข้อกำหนดว่าจะต้องไม่มีพฤติกรรมการทำงานที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทย อีกทั้งต้องไม่จงใจบิดเบือนข่าวสารด้วย



หนังสือของกระทรวงต่างประเทศระบุว่า แนวทางใหม่นี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค.เป็นต้นไป ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแนวทางใหม่ในการออกวีซ่านี้ จะได้รับการช่วยเหลือด้วยการต่อวีซ่าที่มีอยู่ให้เป็นการชั่วคราวเพื่อให้สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้



โจนาธาน เฮด ประธานคณะทำงานด้านวิชาชีพของสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ได้ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เป็นห่วงนักข่าวบางคนที่ทำงานในไทยมานานหลายปี โดยเฉพาะช่างภาพ จะไม่ได้รับอนุญาตหรือได้วีซ่า ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่เหมาะควร ที่กระทรวงต่างประเทศจะพยายามทำให้ชัดเจนว่า มีเฉพาะนักข่าวที่แท้จริงเท่านั้นที่จะได้วีซ่าทำงาน แต่ก็เป็นห่วงที่แนวทางนี้จะมีผลกระทบต่อประชาคมผู้สื่อข่าวนานาชาติในไทยซึ่งมีความหลากหลายให้หดเล็กลง และที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้มีบทบาทอย่างมากในการสร้างความเข้าใจและความสนใจให้กับภูมิภาคนี้”

การที่ประเทศไทยทำเช่นนี้คงไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ในประเทศเกาหลีเหนือหรือประเทศจีน นอกจากเราจะอุดปากสื่อในประเทศตัวเองไม่พอ ครั้นยังลามไปถึงสื่อต่างประเทศและนักข่าวอิสระแล้วด้วย เหตุการณ์เช่นนี้คือยุคมืดของประชาชนที่ยิ่งต้องการสิทธิเสรีภาพเท่าใด ยิ่งโดนกีดกันมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าปล่อยให้บ้านเมืองของเรา ณ เวลานี้ เป็นยุคทองของพวกนิยมเผด็จการแผ่รังสีทั่วหล้า

สังคมจะปราศจากปัญหาไปได้หากประชาชนได้รู้ความจริง สื่อมีหน้าที่รับผิดชอบต่อความจริง แต่ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อความสงบเรียบร้อย ดังที่ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้กล่าวไว้

แต่ปัจจุบันนี้สื่อนำเสนอความจริงไม่ได้แล้ว และสังคมก็จัดการอะไรไม่ได้ด้วย นับวันยิ่งมัวหมองเข้าไปมากขึ้นทุกที หากรัฐบาลยังไม่ปัดฝุ่นใต้พรมออก พรมนั้นคงสกปรกมากขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยเองก็เช่นกัน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสมัครวีซ่าผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชน : http://www.ustraveldocs.com/th_th/th-niv-typei.asp

วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน




วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.04 : กฎหมายกำกับสื่อ…ทางออกที่ควรแก้ไข?


ปฏิรูปสื่อ EP.04 :  กฎหมายกำกับสื่อ…ทางออกที่ควรแก้ไข?



ในยุคหลอมรวมสื่ออย่างทุกวันนี้มีข่าวสารหลากหลายรูปแบบให้บริโภคตามความต้องการของคน ซึ่งข่าวสารเหล่านั้นมีลักษณะเชื่อมโลกเข้าด้วยกัน ด้วยความที่เทคโนโลยีทุกวันนี้ก้าวหน้าขึ้น สื่อใหม่ได้มีการกำหนดเสรีภาพในการป้อนข้อมูลเนื้อหาต่าง ๆ ลงบนโซเชียวมีเดีย รัฐในฐานะผู้ดูแลเรื่องนี้ได้มีการดำเนินการหารือเกี่ยวกับมาตรการกำกับและมีนโยบาย ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นจุดเร่งให้เกิดกฎหมายสำหรับสื่อในยุคหลอมรวมเทคโนโลยี
สมัยก่อนสื่อแต่ละแขนง หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ จะแยกกันอย่างชัดเจน แต่ปรากฎการณ์ การหลอมรวมสื่อเทคโนโลยีทำให้การสื่อสารโทรคมนาคมบรรจบกัน ตรงกับคำพูดของJenkins ที่ได้อธิบายเกี่ยวกับการเข้าสู่ยุคของการหลอมรวมเทคโนโลยีไว้ว่า เป็นการหลอม รวมของเนื้อหาของสื่อหลายๆ แพลตฟอร์ม รวมถึงพฤติกรรมการ ผู้บริโภคสื่อซึ่งมีความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมสื่อหลายๆ รูป แบบ เช่น การให้บริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมที่แตกต่างกัน เช่นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์โทรทัศน์ โทรศัพท์ และ อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ”
การจะจัดแยกประเภทของสื่อจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและสับสนยิ่งขึ้น การกำกับดูแลตรวจสอบของหน่วยงานต่าง ๆ ก็มีความยุ่งยากขึ้นตามไปด้วยในยุคหลอมรวมสื่อ  อีกทั้งกฎหมายก็ยังมีช่องโหว่อีกมากมาย  



จากปรากฏการณ์เช่นนี้ รัฐจึงจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้กฎหมายสามารถดูแลครอบคลุมการกระทำละเมิดกฎหมายที่จะเกิดขึ้น เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช. )    ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลทั้งกิจการวิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม และสื่ออื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อการดูแลเป็นไปอย่างทั่วถึง โดยให้ กสทช. จัดทำแผนแม่บทคลื่นความถี่เพื่อปรับการนำไปสู่การรับส่งสัญญาณในระบบดิจิตอลในอนาคตและกฎหมายจะต้องสามารถรองรับยุคของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพราะคงไม่สามารถปล่อยให้สื่อใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งแบบในระบบ หรือนอกระบบโดยไม่มีกฎหมายมารองรับได้
สื่อมวลชนต้องรับผิดชอบการทำงานโดยยึดหลักจริยธรรมสื่อเป็นอย่างดี สื่อทุกแขนงต้องคำนึงถึงการดูแลสื่อใหม่ แม้ว่าจะยังไม่มีมาตราข้อบังคับเป็นที่ชัดเจน แต่หลักจริยธรรมเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบวิชาชีพนี้ควรทำความเข้าใจในการใช้สื่อใหม่ เพราะทุกวันนี้ผู้คนเชื่อถือข่าวสารทางโซเชียลมีเดีย อย่างเฟสบุค หรือทวิตเตอร์เป็นอย่างมาก ในฐานะผู้เป็นสื่อต้องพูดความจริง เพื่อมิให้ผู้บริโภคข่าวสารตกเป็นเครื่องมือของพวกโฆษณาชวนเชื่อ



การกำหนดนโยบายในการพัฒนาสื่อจะส่งผลในการปฏิบัติงานอย่างเข้มขึ้นในยุคหลอมรวมจึงต้องทำงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น หากทำผิดพลาดอาจส่งผลต่อการถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทได้ง่าย ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่มีส่วนรู้เห็นทุกกระบวนการในการผลิตอาจต้องร่วมรับผิดไปด้วย   ในปัจจุบันประเทศไทยได้มีการใช้กฎหมาย แผนและ นโยบายระดับชาติที่ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร (ICT) อยู่หลายฉบับด้วยกัน เช่น  
1. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554)   แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) มุ่งให้คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาคำนึงถึงความ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สร้างความ เปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งในด้านโอกาสและภัย คุกคาม    2. กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระยะ พ.ศ. 2544 - 2553 (Information Technology Policy Framework 2001- 2010: IT 2010)   กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระยะพ.ศ.2544-2553 ให้ความสำคัญกับบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศในฐานะเครื่อง มือในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
3.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 47 คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อ ประโยชน์สาธารณะให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำ หน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติการดำเนินการตามวรรคสองต้อง คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้อง ถิ่นทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรมความมั่นคงของรัฐประโยชน์ สาธารณะอื่น และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม  
4. พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มีความครอบคลุมปัญหาที่เกิดกับสื่อใหม่หลายประการ เช่น แบบ นิติกรรมสัญญา การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์และการปรับใช้ เป็นต้น และ3.พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550   ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตามพระราชบัญญัติฯนี้ ครอบคลุมถึงโทรศัพท์อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทำงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย
ในส่วนของกฎหมายที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้นจะเห็นได้ว่าแต่ละประเภทมีกฎหมายเฉพาะจึงทำให้เกิดช่องว่างในการกำกับดูแลสื่อบางประเภทเช่นในทุกวันนี้ จนเกิดแนวทางว่าไม่ว่าอะไรใหม่หรือทันสมัยเราก็รับแล้วค่อยมาหาทางแก้ไขทีหลัง  ฉะนั้นในการที่จะออกกฎหมายจะต้องคำนึงถึงว่าควรจะทำอย่างไรที่จะทำให้กฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่กำกับดูแลให้การทำงานด้านสื่อสารมวลชนเป็นไปได้อย่างเสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง ไม่เป็นการกำกับดูแลสื่อที่มากเกินไป เพราะงานด้านสื่อสารมวลชนเป็นงานที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมมีผลกระทบต่อคนหมู่มาก กฎหมายที่นำมาใช้ก็ต้องสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี  เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการกำหนดกันว่าจะทำอย่างไรให้การใช้งานนั้น คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด  



 อ.สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ความเห็นว่า "เวลาพูดเรื่องเสรีภาพสื่อ ไม่ใช่แค่บอกว่าให้รัฐคุ้มครองอย่างเดียว ต้องมีกลไกให้สื่อคุ้มครองประชาชนด้วย ตราบใดสื่อเลือกที่จะนำเสนออะไรบางอย่างอย่างเดียวแปลว่ากำลังจำกัดเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนอยู่ ทั้งนี้ เสรีภาพของสื่อจะไม่เกิดถ้ารัฐคุม แต่เสรีภาพของประชาชนจะไม่เกิดเหมือนกันถ้าสื่อไม่ทำหน้าที่ ซึ่งสังคมก็ต้องมาตรวจสอบสื่อด้วย และกสทช.จะเป็นหน่วยสำคัญที่มาสนับสนุนตรงนี้"
กสทช.ต้องทำหน้าที่หลักๆ คือส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสรี เพราะกฎหมายก็กำหนดไว้ให้กสทช.ทำหน้าที่นี้ อย่าให้มีปัญหาเหมือนกับ กกต. ที่มีอำนาจแค่บริหารจัดการการเลือกตั้ง แต่ในความจริงกกต.กลับมีอำนาจล้นพ้น ตนหวังว่ากสทช.ต้องไม่เป็นแบบนั้น
ในการนำเสนอข่าว ความจริงถูกคัดเลือกขึ้นมานำเสนอแค่บางประเด็น สื่อไม่ได้ทำตามหลักอันที่ควรจะเป็นว่าควรต้องเสนออย่างไร เป็นเรื่องยากมากที่จะแก้ไขหากไม่มีความร่วมมือจากทุกฝ่าย ที่สำคัญถ้าระบอบการเมืองไม่เป็นเสประชาธิปไตยจะไม่สามารถปฏิรูปสื่อได้แน่นอน


วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิื วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน