วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.05 : วีซ่านักข่าวต่างประเทศ ภัยร้ายอุดปากสื่อ


ปฏิรูปสื่อ EP.05 : วีซ่านักข่าวต่างประเทศ ภัยร้ายอุดปากสื่อ



ประเทศไทยได้มีการออกกฎใหม่ให้แก่นักข่าวต่างประเทศที่จะเข้ามาทำข่าวในประเทศไทย โดยผู้สื่อข่าวนั้นต้องมีสังกัดที่ชัดเจน ทำงานเต็มเวลา ที่สำคัญต้องไม่มีพฤติกรรมที่ส่งผลต่อความวุ่นวายหรือกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเมื่อแถลงการณ์นี้ได้ออกใช้อย่างทางการแล้วผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้วิตกถึงเสรีภาพในการทำงานของพวกเขาในเมืองไทยเป็นอย่างมาก

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้แถลงการณ์ว่า แนวทางที่ประกาศออกมามีการเข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการออกวีซ่าอนุญาตแก่ผู้สื่อข่าว แต่อันที่จริงแล้วในทางปฏิบัติ เรื่องนี้ก็มีผลมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ช่างภาพข่าวบางคนไม่สามารถทำงานในประเทศได้อีกต่อไป

เช่นกันทางสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้ออกมาแถลงการณ์ยอมรับว่า เป็นอำนาจของกระทรวงการต่างประเทศที่จะกำหนดแนวทางหรือระเบียบในเรื่องนี้  แต่อยากขอให้เจ้าหน้าที่ไทยตีความแนวทางใหม่ในทิศทางที่จะช่วยให้นักข่าวสามารถทำข่าวและรายงานได้อย่างเสรีธรรม

ภายหลังกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแนวทางใหม่ในการออกวีซ่าให้กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ทำงานในไทย เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ แนวทางระบุถึงสิ่งที่สำคัญว่า  จะต้องทำงานมีสังกัดกับสื่อไม่ว่าไทยหรือต่างประเทศ โดยต้องทำงานเต็มเวลา ต้องรายงานเกี่ยวกับประเทศไทยในช่วงที่อยู่ในไทยซึ่งต้องยาวนานเกินสามเดือนขึ้นไป และมีข้อกำหนดว่าจะต้องไม่มีพฤติกรรมการทำงานที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทย อีกทั้งต้องไม่จงใจบิดเบือนข่าวสารด้วย



หนังสือของกระทรวงต่างประเทศระบุว่า แนวทางใหม่นี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค.เป็นต้นไป ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแนวทางใหม่ในการออกวีซ่านี้ จะได้รับการช่วยเหลือด้วยการต่อวีซ่าที่มีอยู่ให้เป็นการชั่วคราวเพื่อให้สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้



โจนาธาน เฮด ประธานคณะทำงานด้านวิชาชีพของสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ได้ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เป็นห่วงนักข่าวบางคนที่ทำงานในไทยมานานหลายปี โดยเฉพาะช่างภาพ จะไม่ได้รับอนุญาตหรือได้วีซ่า ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่เหมาะควร ที่กระทรวงต่างประเทศจะพยายามทำให้ชัดเจนว่า มีเฉพาะนักข่าวที่แท้จริงเท่านั้นที่จะได้วีซ่าทำงาน แต่ก็เป็นห่วงที่แนวทางนี้จะมีผลกระทบต่อประชาคมผู้สื่อข่าวนานาชาติในไทยซึ่งมีความหลากหลายให้หดเล็กลง และที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้มีบทบาทอย่างมากในการสร้างความเข้าใจและความสนใจให้กับภูมิภาคนี้”

การที่ประเทศไทยทำเช่นนี้คงไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ในประเทศเกาหลีเหนือหรือประเทศจีน นอกจากเราจะอุดปากสื่อในประเทศตัวเองไม่พอ ครั้นยังลามไปถึงสื่อต่างประเทศและนักข่าวอิสระแล้วด้วย เหตุการณ์เช่นนี้คือยุคมืดของประชาชนที่ยิ่งต้องการสิทธิเสรีภาพเท่าใด ยิ่งโดนกีดกันมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าปล่อยให้บ้านเมืองของเรา ณ เวลานี้ เป็นยุคทองของพวกนิยมเผด็จการแผ่รังสีทั่วหล้า

สังคมจะปราศจากปัญหาไปได้หากประชาชนได้รู้ความจริง สื่อมีหน้าที่รับผิดชอบต่อความจริง แต่ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อความสงบเรียบร้อย ดังที่ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้กล่าวไว้

แต่ปัจจุบันนี้สื่อนำเสนอความจริงไม่ได้แล้ว และสังคมก็จัดการอะไรไม่ได้ด้วย นับวันยิ่งมัวหมองเข้าไปมากขึ้นทุกที หากรัฐบาลยังไม่ปัดฝุ่นใต้พรมออก พรมนั้นคงสกปรกมากขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยเองก็เช่นกัน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสมัครวีซ่าผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชน : http://www.ustraveldocs.com/th_th/th-niv-typei.asp

วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน




วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.04 : กฎหมายกำกับสื่อ…ทางออกที่ควรแก้ไข?


ปฏิรูปสื่อ EP.04 :  กฎหมายกำกับสื่อ…ทางออกที่ควรแก้ไข?



ในยุคหลอมรวมสื่ออย่างทุกวันนี้มีข่าวสารหลากหลายรูปแบบให้บริโภคตามความต้องการของคน ซึ่งข่าวสารเหล่านั้นมีลักษณะเชื่อมโลกเข้าด้วยกัน ด้วยความที่เทคโนโลยีทุกวันนี้ก้าวหน้าขึ้น สื่อใหม่ได้มีการกำหนดเสรีภาพในการป้อนข้อมูลเนื้อหาต่าง ๆ ลงบนโซเชียวมีเดีย รัฐในฐานะผู้ดูแลเรื่องนี้ได้มีการดำเนินการหารือเกี่ยวกับมาตรการกำกับและมีนโยบาย ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นจุดเร่งให้เกิดกฎหมายสำหรับสื่อในยุคหลอมรวมเทคโนโลยี
สมัยก่อนสื่อแต่ละแขนง หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ จะแยกกันอย่างชัดเจน แต่ปรากฎการณ์ การหลอมรวมสื่อเทคโนโลยีทำให้การสื่อสารโทรคมนาคมบรรจบกัน ตรงกับคำพูดของJenkins ที่ได้อธิบายเกี่ยวกับการเข้าสู่ยุคของการหลอมรวมเทคโนโลยีไว้ว่า เป็นการหลอม รวมของเนื้อหาของสื่อหลายๆ แพลตฟอร์ม รวมถึงพฤติกรรมการ ผู้บริโภคสื่อซึ่งมีความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมสื่อหลายๆ รูป แบบ เช่น การให้บริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมที่แตกต่างกัน เช่นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์โทรทัศน์ โทรศัพท์ และ อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ”
การจะจัดแยกประเภทของสื่อจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและสับสนยิ่งขึ้น การกำกับดูแลตรวจสอบของหน่วยงานต่าง ๆ ก็มีความยุ่งยากขึ้นตามไปด้วยในยุคหลอมรวมสื่อ  อีกทั้งกฎหมายก็ยังมีช่องโหว่อีกมากมาย  



จากปรากฏการณ์เช่นนี้ รัฐจึงจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้กฎหมายสามารถดูแลครอบคลุมการกระทำละเมิดกฎหมายที่จะเกิดขึ้น เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช. )    ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลทั้งกิจการวิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม และสื่ออื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อการดูแลเป็นไปอย่างทั่วถึง โดยให้ กสทช. จัดทำแผนแม่บทคลื่นความถี่เพื่อปรับการนำไปสู่การรับส่งสัญญาณในระบบดิจิตอลในอนาคตและกฎหมายจะต้องสามารถรองรับยุคของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพราะคงไม่สามารถปล่อยให้สื่อใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งแบบในระบบ หรือนอกระบบโดยไม่มีกฎหมายมารองรับได้
สื่อมวลชนต้องรับผิดชอบการทำงานโดยยึดหลักจริยธรรมสื่อเป็นอย่างดี สื่อทุกแขนงต้องคำนึงถึงการดูแลสื่อใหม่ แม้ว่าจะยังไม่มีมาตราข้อบังคับเป็นที่ชัดเจน แต่หลักจริยธรรมเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบวิชาชีพนี้ควรทำความเข้าใจในการใช้สื่อใหม่ เพราะทุกวันนี้ผู้คนเชื่อถือข่าวสารทางโซเชียลมีเดีย อย่างเฟสบุค หรือทวิตเตอร์เป็นอย่างมาก ในฐานะผู้เป็นสื่อต้องพูดความจริง เพื่อมิให้ผู้บริโภคข่าวสารตกเป็นเครื่องมือของพวกโฆษณาชวนเชื่อ



การกำหนดนโยบายในการพัฒนาสื่อจะส่งผลในการปฏิบัติงานอย่างเข้มขึ้นในยุคหลอมรวมจึงต้องทำงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น หากทำผิดพลาดอาจส่งผลต่อการถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทได้ง่าย ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่มีส่วนรู้เห็นทุกกระบวนการในการผลิตอาจต้องร่วมรับผิดไปด้วย   ในปัจจุบันประเทศไทยได้มีการใช้กฎหมาย แผนและ นโยบายระดับชาติที่ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร (ICT) อยู่หลายฉบับด้วยกัน เช่น  
1. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554)   แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) มุ่งให้คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาคำนึงถึงความ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สร้างความ เปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งในด้านโอกาสและภัย คุกคาม    2. กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระยะ พ.ศ. 2544 - 2553 (Information Technology Policy Framework 2001- 2010: IT 2010)   กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระยะพ.ศ.2544-2553 ให้ความสำคัญกับบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศในฐานะเครื่อง มือในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
3.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 47 คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อ ประโยชน์สาธารณะให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำ หน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติการดำเนินการตามวรรคสองต้อง คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้อง ถิ่นทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรมความมั่นคงของรัฐประโยชน์ สาธารณะอื่น และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม  
4. พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มีความครอบคลุมปัญหาที่เกิดกับสื่อใหม่หลายประการ เช่น แบบ นิติกรรมสัญญา การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์และการปรับใช้ เป็นต้น และ3.พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550   ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตามพระราชบัญญัติฯนี้ ครอบคลุมถึงโทรศัพท์อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทำงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย
ในส่วนของกฎหมายที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้นจะเห็นได้ว่าแต่ละประเภทมีกฎหมายเฉพาะจึงทำให้เกิดช่องว่างในการกำกับดูแลสื่อบางประเภทเช่นในทุกวันนี้ จนเกิดแนวทางว่าไม่ว่าอะไรใหม่หรือทันสมัยเราก็รับแล้วค่อยมาหาทางแก้ไขทีหลัง  ฉะนั้นในการที่จะออกกฎหมายจะต้องคำนึงถึงว่าควรจะทำอย่างไรที่จะทำให้กฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่กำกับดูแลให้การทำงานด้านสื่อสารมวลชนเป็นไปได้อย่างเสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง ไม่เป็นการกำกับดูแลสื่อที่มากเกินไป เพราะงานด้านสื่อสารมวลชนเป็นงานที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมมีผลกระทบต่อคนหมู่มาก กฎหมายที่นำมาใช้ก็ต้องสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี  เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการกำหนดกันว่าจะทำอย่างไรให้การใช้งานนั้น คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด  



 อ.สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ความเห็นว่า "เวลาพูดเรื่องเสรีภาพสื่อ ไม่ใช่แค่บอกว่าให้รัฐคุ้มครองอย่างเดียว ต้องมีกลไกให้สื่อคุ้มครองประชาชนด้วย ตราบใดสื่อเลือกที่จะนำเสนออะไรบางอย่างอย่างเดียวแปลว่ากำลังจำกัดเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนอยู่ ทั้งนี้ เสรีภาพของสื่อจะไม่เกิดถ้ารัฐคุม แต่เสรีภาพของประชาชนจะไม่เกิดเหมือนกันถ้าสื่อไม่ทำหน้าที่ ซึ่งสังคมก็ต้องมาตรวจสอบสื่อด้วย และกสทช.จะเป็นหน่วยสำคัญที่มาสนับสนุนตรงนี้"
กสทช.ต้องทำหน้าที่หลักๆ คือส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสรี เพราะกฎหมายก็กำหนดไว้ให้กสทช.ทำหน้าที่นี้ อย่าให้มีปัญหาเหมือนกับ กกต. ที่มีอำนาจแค่บริหารจัดการการเลือกตั้ง แต่ในความจริงกกต.กลับมีอำนาจล้นพ้น ตนหวังว่ากสทช.ต้องไม่เป็นแบบนั้น
ในการนำเสนอข่าว ความจริงถูกคัดเลือกขึ้นมานำเสนอแค่บางประเด็น สื่อไม่ได้ทำตามหลักอันที่ควรจะเป็นว่าควรต้องเสนออย่างไร เป็นเรื่องยากมากที่จะแก้ไขหากไม่มีความร่วมมือจากทุกฝ่าย ที่สำคัญถ้าระบอบการเมืองไม่เป็นเสประชาธิปไตยจะไม่สามารถปฏิรูปสื่อได้แน่นอน


วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิื วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน 



        

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.03 : ป้องการเข้าแทรกแซงสื่อ….ทางออกที่แท้จริง?

ปฏิรูปสื่อ EP.03 : ป้องการเข้าแทรกแซงสื่อ….ทางออกที่แท้จริง?         


                ในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยมีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สื่อมวลชนเปรียบเสมือนหมาเฝ้าบ้านหรือผู้รักษาประตู มีหน้าที่คอยรักษาผลประโยชน์ของประชาชน  เป็นหูเป็นตาคอยเฝ้าระวังสิ่งอันตรายที่จะเข้ามาในบ้าน  แต่ในขณะเดียวกันสื่อมวลชนก็กลายเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายเหมือนกับสินค้าอื่นทั่วไป เพราะการเข้ามาของระบบทุนนิยม ลักษณะเช่นนี้ทำให้สื่อมวลชนถูกเข้าครอบงำมากขึ้น  ยิ่งมีการผนวกอำนาจทางการเมืองเข้ากับอำนาจนายทุนเลยส่งผลให้สื่อมวลชนไทยถูกเข้าแทรกแซงในรูปแบบที่แนบเนียนจนสถานะของการเป็นสุนัขเฝ้าบ้านได้เปลี่ยนมาเป็นสุนัขรับใช้ในที่สุด



           ข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาได้อย่างชัดเจนคือ  การจัดอันดับเสรีภาพของสื่อมวลชนโลกทั้งสิ้นประมาณ 169 ประเทศขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน  ตั้งแต่ปี 2546 - 2552 พบว่าอันดับเสรีภาพของสื่อไทยลดอันดับลงอย่างต่อเนื่องภายในเวลา 5 ปี เริ่มจากปี 2546 อันดับ เสรีภาพของสื่อมวลชนไทยอยู่ในลำดับที่ 82 ในปี 2547 อันดับเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยปรับขึ้นมาอยู่ที่ 59    แต่ตั้งแต่ปี  2548 – 2550 อันดับเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยลดลงเรื่อยจากลำดับที่ 107 ลดลงมาอันดับที่ 130ของโลก   จากข้อมูลที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเมื่อกิจการสื่อมวลชนได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม   แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าภายใต้ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมนั้น เป็นเรื่องยากที่สถานะสื่อมวลชนในสังคมไทยจะคงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพในการทำงานด้วยความเป็นกลาง ตราบใดที่สังคมไทยยังตกอยู่ภายใต้อำนาจทุนที่แฝงตัวมากับการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม



          ด้วยเหตุนี้ปัญหาการเข้าครอบงำสื่อจึงเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขจากทุกภาคส่วน เพื่อที่สื่อมวลชนจะได้มีเสรีภาพและความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวสู่สาธารณะ ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจสำคัญของสื่อมวลชนที่เป็นกระจกสะท้อนความจริงได้อย่างอิสระเสรีปราศจากการเข้าแทรกแซง   ซึ่งหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการปฏิรูปสื่อก็คือการป้องกันแทรกแซงสื่อจากรัฐและนายทุน โดยในส่วนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปท. ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันการแทรกแซงสื่อที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างคือ

1.ระบบและกลไกหลักประกันการแทรกแซงจากอำนาจรัฐ   จัดให้มีกฎหมายประกันเสรีภาพสื่อ คุ้มครองความเป็นอิสระขององค์กรสื่อ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองความเป็นอิสระ ขององค์กรสื่อภาครัฐ กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กฎหมายประกันความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ
2.ระบบและกลไกหลักประกันการแทรกแซงจากอำนาจทุน จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการสร้างกลไกป้องกันการผูกขาด ควบรวม ของสิทธิ์ข้ามสื่อ จัดให้มีกลไกส่งเสริมการจัดตั้งสมาคมผู้ประกอบธุรกิจสื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของทุนได้แสดงความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ
3. ระบบและกลไกด้านการดูแลสื่อด้วยสวัสดิภาพและสวัสดิการ  จัดให้มีกองทุนพัฒนากิจการสื่อวิทยุโทรทัศน์ โดยระดมทุนจากภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน ประชาชน เพื่อช่วยให้สื่อขนาดเล็กอยู่รอดได้และผลิตเนื้อหาให้มีคุณภาพปลอดภัยและสร้างสรรค์ 
4. ระบบและกลไกด้านการเฝ้าระวังจากภาคประชาชน   สร้างกลไกการมีส่วนร่วมโดยให้ภาคประชาชนรวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อเฝ้าระวัง (Media Watch) การถูกครอบงำโดยอำนาจรัฐและทุน ได้รายงานต่อองค์กรรับเรื่องร้องเรียนต่อสื่อมวลชน ทั้งในระดับองค์กรสื่อ องค์กรวิชาชีพสื่อ และสภาวิชาชีพสื่อมวลชนด้วย 

       ผลคาดหวังของ สปท. เพื่อให้มีกฎหมายป้องกันการแทรกแซง โดยอำนาจรัฐและทุน ผลงานวิจัยที่ชี้ชัดความเป็นอิสระของสื่อและ มีสมาคมผู้ประกอบธุรกิจสื่อที่ประกาศความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการแก่สาธารณชน

การกำกับดูแลกันเองโดยองค์กรวิชาชีพถูกวิจารณ์ว่าไม่สามรรถดูแลด้านจริยธรรมกันได้จริง ต้องพิจารณาว่า การออกแบบสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โดยกำหนดให้มีอำนาจในการลงโทษดังที่กล่าวมาข้างต้นสัมพัทธ์กับความคาดหวังของสังคมและผู้ถูกละเมิด ควรพิจารณาสถิติและมูลเหตุการเพิ่มขึ้นและลดลงของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติประกอบด้วย



ตั้งแต่ปี 2540-2557 มีองค์กรสื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกทั้งสิ้น 47 องค์กร ลาออก 12 องค์กร มี 3องค์กรที่ลาออกเพราะไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯคือ เครือมติชนและได้ลาออกเพราะไม่ยอมรับมติเรื่องการตรวจสอบเรื่องสินบนสื่อ สยามกีฬารายวันลาออกด้วยเหตุผลในกรณีเดียวกัน และสยามกีฬารายวัน ลาออกเพราะไม่ยอมรับข้อบังคับเรื่องการเสนอข่าวเกี่ยวกับพนันฟุตบอล

ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่า มีองค์กรสื่อจำนวนมายอมประกาศตัวยอมรับพันธสัญญาว่า ประสงค์จะมีจริยธรรมแห่งวิชาชีพตามที่ตกลงกัน แต่มีจำนวนน้อยที่ลาออกเพราะไม่ยอมรับมาตรฐานนั้นและพร้อมเผชิญมาตรการทางสังคมซึ่งก็ปรากฏให้เห็นแล้ว

คณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป 4 องค์กร เห็นว่าการกำกับดูแลจริยธรรมสื่อนั้นต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเพราะมิฉะนั้นจะมีปัญหากระทบไปถึงเรื่องความเป็นอิสระเสรีภาพ เนื้อหาและกลไกที่มีขึ้นควรจะชัดเจนว่ามุ่งเน้นไปเรื่องจริยธรรมเท่านั้น อาจใช้การกำกับดูแลด้านรัฐถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อด้านเสรีภาพสื่อมวลชน


ผู้ทำอาชีพสื่อมวลชนทุกแขนงควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปสื่อ เพื่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม หากมีความร่วมมือกัน หลายสิ่งหลายอย่างจะเป็นไปด้วยความรอบคอบ สร้างสรรค์ และเป็นจริงตามประวัติศาสตร์ สภาปัญหา มีทั้งการออกกฎหมายใหม่ ปรับปรุงกฎหมายเดิม การออกระเบียบการ การใช้มาตรการทางกฎหมาย ทั้งนี้ต้องตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ ที่เหมาะสมของแต่ละฝ่ายที่พึงมีตามโครงสร้างการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยด้วย


วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.02 : สยบสื่อด้วยกฎหมาย ใช่ทางออกหรือ!


ปฏิรูปสื่อ EP.02 : สยบสื่อด้วยกฎหมาย ใช่ทางออกหรือ!



          การปฏิรูปสื่อ คือ การจำกัดเสรีภาพในการทำหน้าที่นำเสนอข่าวทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้สื่อทำหน้าที่ภายใต้กรอบจริยธรรมวิชาชีพอย่างเคร่งครัด ไม่มองการทำหน้าที่ในเชิงการค้าหรือผลประโยชน์มากเกินไป อันจะเป็นผลดีต่อวงการสื่อเองที่ถูกกล่าวหามาโดยตลอดว่าสื่อเป็นตัวสร้างความขัดแย้ง

          ปัญหาหลักในการปฏิรูปสื่อคือตัวสื่อเองที่ไม่ทำหน้าที่ภายใต้กรอบจริยธรรมวิชาชีพ นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน เด็ก สตรี หรือผู้เสียเปรียบทางสังคมอยู่บ่อยครั้ง ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มองว่าปรากฏการณ์เช่นนี้สมควรแก่เวลาแล้วที่จะต้องมีลงมืออย่างจริงจังเสียที เพราะสื่อเหิมเกริมใช้เสรีภาพเกินขอบเขต



          ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศสภาปฏิรูปแห่งชาติได้จัดทำข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสื่อเพื่อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อมเสนอ ร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน  ซึ่งในส่วนของยุทธศาสตร์ปฏิรูปสื่อได้กำหนดไว้อยู่ 3 ด้านด้วยกัน คือ 1. เสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ 2. ป้องกันการเข้าแทรกแซงสื่อ 3. การกำกับดูแลสื่อ        ยุทธศาสตร์ทั้ง3ด้านนี้ได้นำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ 3 มาตรา คือ มาตรา 48 มาตรา 49 และมาตรา 50 ส่วนกฎหมายระดับรองลงไป มี 3-4 ฉบับ คือ สภาวิชาชีพสื่อมวลชน การโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ และเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540

          ในขณะเดียวกันสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มองว่า กฎหมายฉบับนี้อาจเป็นปัญหามากกว่าช่วยแก้ไขปัญหาต่อสังคม ด้วยสาเหตุที่ว่าร่างกฎหมายนี้ผู้มีส่วนร่วมในการร่างไม่ได้มีความเข้าใจในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างแท้จริง จนเกิดการวิพากษ์ว่า กฎหมายฉบับนี้แท้จริงแล้ว ปฏิรูปเพื่อคุ้มครองหรือควบคุมกันแน่





          ด้านนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วันชัย วงศ์มีชัย ชี้แจงถึง มาตรา 48 ว่าด้วยเรื่อง การทำกฎหมายลูกว่าด้วยการใช้เงินรัฐซื้อโฆษณาควรพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้ป้องกันไม่ให้เกิดการครอบงำสื่อ หรือ ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวในการโฆษณาของนักการเมืองได้จริง มาตรา 49 เรื่องขอบเขตของการจัดกฎหมายว่าองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เสนอปรับเปลี่ยนถ้อยคำให้ชัดเจนขึ้น เช่น ให้ระบุถึงความรับผิดชอบของสื่อมวลชนโดยตรง แทนที่คำว่า “พิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพ”  และมาตรา 50  ว่าด้วยการจัดสรรคลื่นความถี่ และการกำหนดให้มีองค์การของรัฐที่เป็นอิสระในการทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ในส่วนของวรรคสองและวรรคสาม ว่าด้วยการกำกับกิจการสื่อโทรทัศน์-วิทยุฯ ที่ต้องคำนึงถึงประชาชน การมีส่วนร่วม และผู้ด้อยโอกาส  โดยทั้ง 3 มาตราเปรียบเหมือนเสาเข็มซึ่งบ่งบอกถึงรากฐานการปฎิรููปสื่อ ซึ่งการปฏิรูปต้องเริ่มจากตัวสื่อเอง ประกอบไปด้วย ผู้ปฏิบัติ ผู้บริหาร และนายทุน เป็นลำดับแรกเสียก่อน

            สิ่งที่น่าสงสัยในร่างกฎหมายฉบับนี้ เริ่มปรากฏในบทนิยามศัพท์ในมาตรา 3 ที่กล่าวถึง ใบรับรองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ใจความว่า "ใบรับรองซึ่งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนออกให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในองค์กรสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น" แสดงให้เห็นว่าผู้ร่างกฎไม่ได้มีความเข้าใจในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างชัดเจน ซึ่งคำกล่าวนี้หมายถึง หากผู้ใดที่ไม่ได้จบสาขานิเทศศาสตร์หรือวารสารศาสตร์ จะไม่สามารถปฏิบัติงานในองค์กรสื่อมวลชนได้

          วิชาชีพสื่อมวลชนสามารถฝึกฝนได้ภายหลังจบการศึกษาอื่นมา ซึ่งต่างกับวิชาชีพอื่น การที่วิชาชีพสื่อมวลชนไม่กำหนดคุณสมบัติตายตัวแก่ผู้ที่ประกอบวิชาชีพนี้เพราะสื่อมวลชนต้องการคนทำงานที่หลากหลายความสามารถ ความคิด และความสร้างสรรค์ เพื่อตอบสนองสังคมประชาธิปไตยที่สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน



              การให้อำนาจตามกฎหมายแก่สภาวิชาชีพสื่อมวลชน เป็นการให้อำนาจในการจำกัดเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนโดยผ่านสภาวิชาชีพสื่อฯ ซึ่งย่อมเป็นช่องทางที่จะทำให้อำนาจทางการเมืองสามารถแทรกแซงเข้ามาใช้อำนาจนี้ ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับองค์กรอิสระตามกฎหมายต่าง ๆ ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย



               ดังนั้น การที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ได้ออกมาท้วงติงความพยายามของ สปช. ที่เร่งรีบจะออกกฎหมายนี้ โดยออกมาร้องแสดงจุดยืนว่าจะปรับปรุงระบบการกำกับดูแลกันเองในวิชาชีพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องมีการออกกฎหมายให้อำนาจแก่องค์กรวิชาชีพ

          เพื่อป้องกันการปฏิรูปสื่อโดยฉับพลัน คณะกรรมาธิการยกร่างฯ รัฐธรรมนูญควรนำข้อท้วงติงขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไปปรับปรุงบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคลายปมความขัดแย้งที่จะนำหายนะมาสู่แวดวงวิชาชีพสื่อมวลชนในอนาคต

          เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าถ้าจะใช้วิธีทางกฎหมายเพื่อเข้ามาควบคุมจริยธรรมในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนก็ย่อมเป็นอันตรายและเป็นการเปิดช่องโหว่ให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้ามาควบคุมสื่อมากกว่าที่จะคุ้มครองสื่อ ตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย ซึ่งพิสูจน์กันมาแล้วในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายว่า ไม่ใช่วิธีที่ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 



วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิื วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน 

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.01 : สมควรหรือไม่ ละเมิดสิทธิ์ขณะทำข่าว



ปฏิรูปสื่อ EP.01 : สมควรหรือไม่ ละเมิดสิทธิ์ขณะทำข่าว




การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการเสียชีวิตของคุณปอ ทฤษฎี สงวงษ์ ทันทีที่ภาพการทำหน้าที่ของช่างภาพและสื่อมวลชนตั้งแต่วินาทีที่มีการไปรับศพคุณปอ ทฤษฎี ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี จนกระทั่งไปถึงวัดกลางพระอารามหลวง จังหวัดบุรีรัมย์  ได้ปรากฏบนโลกออนไลน์ให้ได้เห็น ทำให้หลายๆ คนทำให้กองทัพนักข่าว ช่างภาพ พยายามจะรุมล้อมที่ร่างของคุณปอ ทฤษฎี จนกระทั่งญาติ ครอบครัวหรือพระต้องถูกกันออกไปบริเวณด้านนอก จนสังคมตั้งคำถามว่า มาตรฐานจริยธรรมสื่อของวงการสื่อ ไม่เพียงแต่วงการสื่อบันเทิง แต่นับรวมไปถึงวงการสื่ออื่นๆ อยู่ตรงไหน

แทบปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นการทำงานที่ดูไม่เหมาะสมของสื่ออย่างเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น หากมองย้อนไปถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยน้ำมือของผู้สื่อ มีผู้ตกที่เป็นเหยื่อของสื่อมวลชนไม่น้อยเลยทีเดียว ดังเช่น คุณแตงโม อดีตภรรยายอันเป็นที่รักของโตโน่ กรณีกินยาล้างห้องน้ำประชดรัก, คุณสิงห์ อดีตนักร้องนำวง Squeeze Animal กรณีช้ำรัก กระโดดลงจากคอนโด เสียชีวิต และล่าสุดก็มาถึงคุณปอ ทฤษฎี พระเอกชื่อดังสังกัดช่อง 3 ผู้ซึ่งป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก และล่าสุดได้เสียชีวิตลงแล้ว สื่อได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นหรือไม่ ทำงานดีขึ้นหรือไม่ หลายสิ่งหลายอย่างเหมาะสมหรือไม่ นี่คือคำถามที่อยู่ในใจผู้รับสารตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

หากมองย้อนกลับไปจะพบว่าหน้าที่โดยหลักของสื่อที่มีมาตั้งแต่เนิ่นนานมาแล้ว คือ ต้องรับผิดชอบต่อสังคม แต่สื่อมวลชนบางพวกก็พยายามจะอ้างว่า ข่าวน้ำดีขายยาก อยากขายข่าวได้ต้องตามกระแส ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สมควรแล้วหรือ



สื่อมวลชนนับเป็นสถาบันที่แสดงความคิด ความเคลื่อนไหวในรูปร่างของข่าวสาร เป็นสื่อกลางในการนำข่าวสาร สาร เนื้อหาทุกประเภทไปยังมวลชน เป็นสะพานระหว่างประชาชนต่อรัฐบาลและของรัฐต่อประชาชน อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่ให้มีการสื่อสารระหว่างประชาชนต่อประชาชน สื่อมวลชนจึงนับว่ามีความสำคัญต่อสังคมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในประเทศที่มีการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ฉะนั้นบรรดาสื่อมวลชนที่อยู่ในประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงเปรียบเสมือน หมาเฝ้าบ้าน หรือ ผู้รักษาประตู โดยทำหน้าที่เป็นหู เป็นตา เป็นขา เป็นแขนของประชาชน คอยให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เป็นธรรม แก่ประชาชนทุกระดับ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ  นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ในการสอดส่องดูแล และตรวจสอบความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ตลอดจนการตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณะ

หากแต่ในปัจจุบัน ประเด็นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนกลับถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์การทำงานมานานหลายปีแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของจริยธรรม จรรยาบรรณสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าว อย่างกรณีข่าวการเสียชีวิตของ คุณปอ ทฤษฎี ที่สังคมได้ออกมาวิพากษ์การทำงานของสื่อว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยมีสื่อหลายสำนักพยามเก็บภาพและยิงคำถามที่ไร้จรรยาบรรณ  จากกระแสสังคมที่ออกมาวิพากษ์การทำงานของสื่อจึงแสดงให้เห็นว่า สื่อไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นเพราะประชาชนอยากรู้ ซึ่งในทุกวันนี้มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าประชาชนเองก็ไม่ได้ต้องการภาพหรือข่าวที่ไร้จรรยาบรรณ  หากการทำงานยังมีความคิดแบบเดิมก็เหมือนกับสื่อเป็นแค่ผ้าสกปรก พยายามเช็ดโต๊ะให้สะอาด

สื่อมวลชนจึงควรตระหนักหนึกสิทธิที่มี นำไปใช้ในทางที่ถูกต้อง มิใช่นำสิทธินั้นไปละเมิดสิทธิมนุษย์ชน แล้วอ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชน



สื่อมวลชน นักข่าว และช่างถ่ายภาพได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อตัวคุณปอ ทฤษฎีและครอบครัวเป็นอย่างมากในขณะทำหน้าที่รายงานข่าว ดังเช่น กรณีนักข่าวเข้าไปถ่ายรูปเซลฟี่กับคุณโบแวนด้า และน้องมะลิทั้งๆ ที่เขากำลังเสียใจอยู่ ซึ่งควรใส่ใจความรู้สึกผู้เป็นญาติและดูความเหมาะสม, กรณีนักข่าวยิงคำถามที่ไม่เหมาะสม ซึ่งควรนึกถึงใจเขาใจเรา, กรณีสื่อทำตัวเสมือนนักย่องเบา ติดตามคุณโบว แวนด้า และน้องมะลิไปทุกที่ เพื่อรายงานสดทุกขณะย่างก้าว, กรณีเอาภาพเคลื่อนย้ายศพไมเคิล แจคสัน มาปลอมว่า คุณปอ ทฤษฎี ได้เสียชีวิตลงแล้ว และที่ร้ายแรงที่สุดคือ กรณีสื่อมวลชนทลายแผงกั้นเข้ามาจนบังญาติและพระเพื่อกรูเข้ามาถ่ายร่างคุณปอ ทฤษฎี อย่างกระหายภาพแบบหาที่สุดมิได้ นับเป็นเหตุการณ์ที่ละเมิดสิทธิ์เป็นอย่างมาก

สื่อหลายสำนักให้เหตุผลว่า ณ เวลานั้นก็ยอมรับว่าขาดสติ บ้างก็บอกว่าทำเพราะบรรณาธิการกองสำนักพิมพ์สั่ง บ้างก็ว่าภาพแบบนี้ขายได้ บ้างก็บอกว่ามันเป็นเหตุจำเป็นที่จะต้องลืมกฎเกณฑ์กันไปบ้าง ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามล้วนเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นทั้งสิ้น สื่อมวลชนไม่ควรที่จะเมิงแต่เชิงการค้าอย่างเดียว ควรตระหนักถึงเรื่องจริยธรรม จรรยาบรรณด้วย ไม่เพียงแต่สิทธิ์ที่ครอบครัวของผู้ตกเป็นเหยื่อข่าวพึงได้รับ แต่สิทธิ์ในการรับชมภาพของผู้รับสารก็ควรเป็นสิ่งที่สื่อต้องตระหนักด้วย ภาพบางภาพอาจขายได้ แต่นั่นไม่ได้หมายว่าภาพนั้นดีหรือเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปอยากดู



ในส่วนทางออกของการแก้ปัญหานี้ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ให้ความเห็นว่า “ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจสื่อจะต้องตระหนักถึงความเหมาะสม อย่าเน้นเรื่องเรตติ้งมากจนเกินไป ต่อจากนี้ควรออกคำสั่งมาที่กองบรรณาธิการให้เป็นการออกกฎกติกาปฏิบัติร่วมกัน หากทำได้ก็เชื่อว่าจะแก้ปัญหาในอนาคตได้ อีกทั้งในแต่ละองค์กรควรมีกรรมการตรวจสอบจริยธรรมคนในองค์กรของตัวเองทันทีที่มีคนมาร้องเรียน”

จึงมีคำถามว่า สื่อควรโดนควบคุมตีกรอบการทำหน้าที่หรือไม่ หากสื่อโดนกีดกันในยามวิกฤตกับเรื่องที่จำเป็น อนาคตสื่ออาจทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงช่วยเหลือประชาชนไม่ได้อย่างแน่นอน สื่อมวลชนคือฐานนันดรที่สี่ มีสิทธิ์อำนาจมากกว่าใคร แต่ใช่ว่าจะใช้สิทธิ์นั้นละเมิดคนอื่นได้ และส่วนใหญ่สื่อมวลชนระยะหลังมานี้ก็ปฏิบัติตนเช่นนั้น สื่อเลยตกเป็นจำเลยของสังคมมาโดยตลอด

สภาวิชาชีพสื่อไม่ควรมีการออกใบประกอบวิชาชีพให้ผู้ทำหน้าที่สื่อมวลชน การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนแต่ละสำนัก บรรณาธิการบริหารควรมีนโยบายและมาตรการที่ชัดเจน หากสื่อมวลชนคนใดมีปัญหาด้านจริยธรรมแล้วองค์กรเพิกเฉย ก็เหมือนซุกฝุ่นไว้ใต้พรม แบบนี้คือปัญหาขององค์กรที่ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา

ถึงเวลาแล้วที่สื่อมวลชนต้องร่วมกันเปลี่ยนอุปสรรคเป็นโอกาสด้วยการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในการนำเสนอข่าวและภาพเหตุการณ์พิเศษในโอกาสต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านบันเทิงอย่างมืออาชีพ ทั้งนี้ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของวิชาชีพสื่อมวลชน

"ร่วมกันเสพสื่อน้ำดี ไม่เสพสื่อละเมิด"


วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิื วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน