วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.08 : เอแบคยัดซอง ร้อนฉ่าหราสังคม


ปฏิรูปสื่อ EP.08 : เอแบคยัดซอง ร้อนฉ่าหราสังคม




เพิ่งจะผ่านประเด็นสรยุทธ์กับคดีไร่ส้มได้ไม่นาน ในกรณีที่เกิดกระแสสังคมออกมาวิจารณ์ถึงจริยธรรมการทำงานของสื่อ  ล่าสุดเกิดประเด็นร้อนในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาสำหรับปัญหาสื่อมวลชนหลายคนจากหลายสำนักรับค่าตอบแทนในการทำข่าวจากสำนักวิจัยเอแบคโพลจำนวน163รายการ รวมเป็นจำวนวเงินกว่า4ล้านบาท

หลังจากที่มีการตรวจสอบโดยสมาคมวิชาชีพทั้ง4แห่ง ประกอบด้วย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีนายเจษฏา อนุจารีเป็นประธาน มาเกือบ1ปี  ถึงขนาดนี้คณะกรรมการได้มีผลสรุปแล้วว่าสื่อมวลชนคนใดมีผลต่อการขัดจริยธรรมสื่อมวลชนแล้วบ้าง

สื่อมวลชนรายแรกคืออดีตนักข่าวช่อง5ปัจจุบันสังกัดPPTVเป็นผู้รับเงินจากสำนักวิจัยเอแบคมากที่สุดจำนวนกว่า2ล้านแม้จะอ้างว่าเป็นงานทางวิชาการ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะรับงานทางวิชาการขณะทำหน้าที่นักข่าวไปด้วย  โดยนักข่าวรายนี้ได้ให้สัมภาษณ์กับทางสำนักข่าวอิสราว่า

"...เราทำงานโดยที่จรรยาบรรณเราก็มี แต่ในส่วนนี้คือเราใช้ความรู้ความสามารถของเราในด้านการเป็นอาจารย์ด้วย มีบรรยายหลายที่ ที่ทำงานเดิมเราก็ชี้แจง หรือในที่ทำงานปัจจุบันเราก็ระบุในใบสมัครว่าเป็นที่ปรึกษาเป็นคณะนักวิจัยเอแบค  ในใบสมัครเราก็ยืนยันและเมื่อเกิดประเด็นนี้ขึ้นก็ชี้แจงกับผู้บริหารไปแล้วว่าทำหน้าที่อะไร ซึ่งในส่วนนี้ เราก็ถือว่าเป็นโปรไฟล์ เราก็มองว่ามันมีที่มาที่ไปของรายได้ ไม่มีว่าตู้ม! จู่ๆได้มา 2 ล้าน..."

     แต่ผู้สื่อข่าวคนนี้กลับไม่แสดงหลักฐานสัญญาจ้างใดๆเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ ทำให้คณะกรรมตรวจสอบอ้างอิงจากเอกสารของเอแบคโพลว่าอดีตผูสื่อข่าวช่อง5คนนี้รับค่าตอบแทนการทำข่าว

         ต่อมามี ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยหรือ ช่อง11 ยอมรับว่าได้รับเงินจากเอแบคโพลหลายครั้งจริงเฉลี่ยหลักหมื่นบาทมีทั้งค่าสนับสนุนเงินจัดงานเลี้ยง ค่าช่วยเหลือเพื่อนสือมวลชนประสบอุบัติเหตุ  ค่าจ้างทำพรีเซ้นให้เอแบคโพล   และมีอดีตผู้ประสานงานโครงการพิเศษไทยพีบีเอสได้รับหลักพันบาทหลังจากไปสัมภาษณ์ผู้บริหารของสำนักวิจัยเอแบคโพล



     คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเห็นว่าพฤติกรรมสื่อมวลชนทั้ง3คนนี้ไม่เหมาะสมต่อจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชน จากนี้จะส่งผลให้องค์กรวิชาชีพพิจารณา

       ด้านนาย วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ยืนยันว่าจะหารือเพื่อส่งข้อเสนอให้องค์กรต้นสังกัดให้มีมาตราการลงโทษ โดยกล่าวว่าที่ผ่านมาได้มีการตักเตือน ตัดเงินเดือนหรือไล่ออกนี้คือมาตราการที่มีอยู่ แต่ยอมรับว่าหลักเกณฑ์ค่าตอบแทนสื่อยังไม่ชัดเจน



       คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังเชื่อว่ามีสื่อมวลชนอีกหลายคนมีพฤติกรรมขัดต่อจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนแต่องค์กรสื่อต้นสังกัดหลายแห่งไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ  จึงอยากให้แต่ละองค์กรพิจารณา ขอความร่วมมือจากสมาชิกในองค์กรของตนช่วยกันค้นหาข้อเท็จจริงในองค์กรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่ขัดต่อจริยธรรมสื่อมวลชน  หากพบควรจัดแถลงข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับรู้และมีการลงโทษเพื่อสร้างความโปร่งใสในวงการวิชาชีพสื่อมวลชน
 
            นอกจากกรณีนี้จะสั่นสะเทือนไปทั้งวงการมหาวิทยาอัสสัมชัญและสื่อมวลชนแล้ว ยังได้เป็นการสะท้อนถึงช่องโหว่หลักเกณฑ์จริยธรรมสื่อที่ถูกร่ำเรียนกันมา หากแต่ในโลกความเป็นจริงแล้วกลับสวนทางกัน ซึ่งนับว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ การให้เงินเป็นค่าตอบแทนนักข่าวเพื่อเสนอข่าวยังมีอยู่เรื่อยๆ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะมีการนำมาเปิดเผยหรือตรวจสอบได้ หากผู้ประกอบวิชาชีพข่าวยังคงเห็นว่าการรับเงินค่าตอบแทน หรือการขอรับเงินเพื่อสนับสนุนกิจกรรมเป็นเรื่องปกติ และองค์กรต้นสังกัดยังให้ความร่วมมือด้วยก็ยากที่จะเกิดการร่วมมือให้วงการนี้โปร่งใสต่อไปได้   

วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น