ปฏิรูปสื่อ EP.05
: วีซ่านักข่าวต่างประเทศ ภัยร้ายอุดปากสื่อ
ประเทศไทยได้มีการออกกฎใหม่ให้แก่นักข่าวต่างประเทศที่จะเข้ามาทำข่าวในประเทศไทย
โดยผู้สื่อข่าวนั้นต้องมีสังกัดที่ชัดเจน ทำงานเต็มเวลา
ที่สำคัญต้องไม่มีพฤติกรรมที่ส่งผลต่อความวุ่นวายหรือกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
ซึ่งเมื่อแถลงการณ์นี้ได้ออกใช้อย่างทางการแล้วผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้วิตกถึงเสรีภาพในการทำงานของพวกเขาในเมืองไทยเป็นอย่างมาก
วันที่
18 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้แถลงการณ์ว่า
แนวทางที่ประกาศออกมามีการเข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการออกวีซ่าอนุญาตแก่ผู้สื่อข่าว
แต่อันที่จริงแล้วในทางปฏิบัติ เรื่องนี้ก็มีผลมาระยะหนึ่งแล้ว
ทำให้ช่างภาพข่าวบางคนไม่สามารถทำงานในประเทศได้อีกต่อไป
เช่นกันทางสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้ออกมาแถลงการณ์ยอมรับว่า เป็นอำนาจของกระทรวงการต่างประเทศที่จะกำหนดแนวทางหรือระเบียบในเรื่องนี้
แต่อยากขอให้เจ้าหน้าที่ไทยตีความแนวทางใหม่ในทิศทางที่จะช่วยให้นักข่าวสามารถทำข่าวและรายงานได้อย่างเสรีธรรม
ภายหลังกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแนวทางใหม่ในการออกวีซ่าให้กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่ทำงานในไทย
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์
แนวทางระบุถึงสิ่งที่สำคัญว่า จะต้องทำงานมีสังกัดกับสื่อไม่ว่าไทยหรือต่างประเทศ
โดยต้องทำงานเต็มเวลา
ต้องรายงานเกี่ยวกับประเทศไทยในช่วงที่อยู่ในไทยซึ่งต้องยาวนานเกินสามเดือนขึ้นไป และมีข้อกำหนดว่าจะต้องไม่มีพฤติกรรมการทำงานที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทย
อีกทั้งต้องไม่จงใจบิดเบือนข่าวสารด้วย
หนังสือของกระทรวงต่างประเทศระบุว่า
แนวทางใหม่นี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค.เป็นต้นไป ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแนวทางใหม่ในการออกวีซ่านี้
จะได้รับการช่วยเหลือด้วยการต่อวีซ่าที่มีอยู่ให้เป็นการชั่วคราวเพื่อให้สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้
โจนาธาน เฮด ประธานคณะทำงานด้านวิชาชีพของสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ
ได้ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า “เป็นห่วงนักข่าวบางคนที่ทำงานในไทยมานานหลายปี
โดยเฉพาะช่างภาพ จะไม่ได้รับอนุญาตหรือได้วีซ่า ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่เหมาะควร
ที่กระทรวงต่างประเทศจะพยายามทำให้ชัดเจนว่า มีเฉพาะนักข่าวที่แท้จริงเท่านั้นที่จะได้วีซ่าทำงาน แต่ก็เป็นห่วงที่แนวทางนี้จะมีผลกระทบต่อประชาคมผู้สื่อข่าวนานาชาติในไทยซึ่งมีความหลากหลายให้หดเล็กลง
และที่ผ่านมาคนกลุ่มนี้มีบทบาทอย่างมากในการสร้างความเข้าใจและความสนใจให้กับภูมิภาคนี้”
การที่ประเทศไทยทำเช่นนี้คงไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ในประเทศเกาหลีเหนือหรือประเทศจีน
นอกจากเราจะอุดปากสื่อในประเทศตัวเองไม่พอ
ครั้นยังลามไปถึงสื่อต่างประเทศและนักข่าวอิสระแล้วด้วย เหตุการณ์เช่นนี้คือยุคมืดของประชาชนที่ยิ่งต้องการสิทธิเสรีภาพเท่าใด
ยิ่งโดนกีดกันมากขึ้นเรื่อยๆ อย่าปล่อยให้บ้านเมืองของเรา ณ เวลานี้
เป็นยุคทองของพวกนิยมเผด็จการแผ่รังสีทั่วหล้า
สังคมจะปราศจากปัญหาไปได้หากประชาชนได้รู้ความจริง
“สื่อมีหน้าที่รับผิดชอบต่อความจริง
แต่ไม่ได้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อความสงบเรียบร้อย” ดังที่
ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้กล่าวไว้
แต่ปัจจุบันนี้สื่อนำเสนอความจริงไม่ได้แล้ว
และสังคมก็จัดการอะไรไม่ได้ด้วย นับวันยิ่งมัวหมองเข้าไปมากขึ้นทุกที
หากรัฐบาลยังไม่ปัดฝุ่นใต้พรมออก พรมนั้นคงสกปรกมากขึ้นเรื่อย ๆ
ประเทศไทยเองก็เช่นกัน
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสมัครวีซ่าผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชน : http://www.ustraveldocs.com/th_th/th-niv-typei.asp
วิสุทธิภา
เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น:
การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น