ปฏิรูปสื่อ EP.04 : กฎหมายกำกับสื่อ…ทางออกที่ควรแก้ไข?
ในยุคหลอมรวมสื่ออย่างทุกวันนี้มีข่าวสารหลากหลายรูปแบบให้บริโภคตามความต้องการของคน
ซึ่งข่าวสารเหล่านั้นมีลักษณะเชื่อมโลกเข้าด้วยกัน
ด้วยความที่เทคโนโลยีทุกวันนี้ก้าวหน้าขึ้น สื่อใหม่ได้มีการกำหนดเสรีภาพในการป้อนข้อมูลเนื้อหาต่าง
ๆ ลงบนโซเชียวมีเดีย รัฐในฐานะผู้ดูแลเรื่องนี้ได้มีการดำเนินการหารือเกี่ยวกับมาตรการกำกับและมีนโยบาย
ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นจุดเร่งให้เกิดกฎหมายสำหรับสื่อในยุคหลอมรวมเทคโนโลยี
สมัยก่อนสื่อแต่ละแขนง
หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ จะแยกกันอย่างชัดเจน แต่ปรากฎการณ์
การหลอมรวมสื่อเทคโนโลยีทำให้การสื่อสารโทรคมนาคมบรรจบกัน ตรงกับคำพูดของJenkins ที่ได้อธิบายเกี่ยวกับการเข้าสู่ยุคของการหลอมรวมเทคโนโลยีไว้ว่า “
เป็นการหลอม รวมของเนื้อหาของสื่อหลายๆ แพลตฟอร์ม รวมถึงพฤติกรรมการ
ผู้บริโภคสื่อซึ่งมีความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมสื่อหลายๆ รูป แบบ เช่น
การให้บริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมที่แตกต่างกัน
เช่นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์โทรทัศน์ โทรศัพท์ และ อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ
”
การจะจัดแยกประเภทของสื่อจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและสับสนยิ่งขึ้น
การกำกับดูแลตรวจสอบของหน่วยงานต่าง ๆ
ก็มีความยุ่งยากขึ้นตามไปด้วยในยุคหลอมรวมสื่อ
อีกทั้งกฎหมายก็ยังมีช่องโหว่อีกมากมาย
จากปรากฏการณ์เช่นนี้
รัฐจึงจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้กฎหมายสามารถดูแลครอบคลุมการกระทำละเมิดกฎหมายที่จะเกิดขึ้น
เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์
และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช. ) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลทั้งกิจการวิทยุ
โทรทัศน์ โทรคมนาคม และสื่ออื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อการดูแลเป็นไปอย่างทั่วถึง
โดยให้ กสทช.
จัดทำแผนแม่บทคลื่นความถี่เพื่อปรับการนำไปสู่การรับส่งสัญญาณในระบบดิจิตอลในอนาคตและกฎหมายจะต้องสามารถรองรับยุคของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
เพราะคงไม่สามารถปล่อยให้สื่อใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งแบบในระบบ
หรือนอกระบบโดยไม่มีกฎหมายมารองรับได้
สื่อมวลชนต้องรับผิดชอบการทำงานโดยยึดหลักจริยธรรมสื่อเป็นอย่างดี
สื่อทุกแขนงต้องคำนึงถึงการดูแลสื่อใหม่
แม้ว่าจะยังไม่มีมาตราข้อบังคับเป็นที่ชัดเจน
แต่หลักจริยธรรมเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบวิชาชีพนี้ควรทำความเข้าใจในการใช้สื่อใหม่
เพราะทุกวันนี้ผู้คนเชื่อถือข่าวสารทางโซเชียลมีเดีย อย่างเฟสบุค
หรือทวิตเตอร์เป็นอย่างมาก ในฐานะผู้เป็นสื่อต้องพูดความจริง
เพื่อมิให้ผู้บริโภคข่าวสารตกเป็นเครื่องมือของพวกโฆษณาชวนเชื่อ
การกำหนดนโยบายในการพัฒนาสื่อจะส่งผลในการปฏิบัติงานอย่างเข้มขึ้นในยุคหลอมรวมจึงต้องทำงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
หากทำผิดพลาดอาจส่งผลต่อการถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทได้ง่าย
ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่มีส่วนรู้เห็นทุกกระบวนการในการผลิตอาจต้องร่วมรับผิดไปด้วย
ในปัจจุบันประเทศไทยได้มีการใช้กฎหมาย แผนและ นโยบายระดับชาติที่ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร (ICT) อยู่หลายฉบับด้วยกัน เช่น
1. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10
(พ.ศ. 2550-2554) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10
(พ.ศ. 2550-2554) มุ่งให้“คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” คำนึงถึงความ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สร้างความ เปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งในด้านโอกาสและภัย คุกคาม 2. กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระยะ พ.ศ. 2544
- 2553 (Information Technology Policy
Framework 2001- 2010: IT 2010) กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระยะพ.ศ.2544-2553 ให้ความสำคัญกับบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศในฐานะเครื่อง มือในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
3.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา
47 คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อ ประโยชน์สาธารณะให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำ หน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง
และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้
ตามที่กฎหมายบัญญัติการดำเนินการตามวรรคสองต้อง คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้อง ถิ่นทั้งในด้านการศึกษา
วัฒนธรรมความมั่นคงของรัฐประโยชน์ สาธารณะอื่น และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
4. พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มีความครอบคลุมปัญหาที่เกิดกับสื่อใหม่หลายประการ เช่น แบบ นิติกรรมสัญญา
การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์และการปรับใช้ เป็นต้น และ3.พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตามพระราชบัญญัติฯนี้ ครอบคลุมถึงโทรศัพท์อินเทอร์เน็ต
และเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทำงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย
ในส่วนของกฎหมายที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้นจะเห็นได้ว่าแต่ละประเภทมีกฎหมายเฉพาะจึงทำให้เกิดช่องว่างในการกำกับดูแลสื่อบางประเภทเช่นในทุกวันนี้
จนเกิดแนวทางว่าไม่ว่าอะไรใหม่หรือทันสมัยเราก็รับแล้วค่อยมาหาทางแก้ไขทีหลัง ฉะนั้นในการที่จะออกกฎหมายจะต้องคำนึงถึงว่าควรจะทำอย่างไรที่จะทำให้กฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่กำกับดูแลให้การทำงานด้านสื่อสารมวลชนเป็นไปได้อย่างเสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง
ไม่เป็นการกำกับดูแลสื่อที่มากเกินไป เพราะงานด้านสื่อสารมวลชนเป็นงานที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมมีผลกระทบต่อคนหมู่มาก
กฎหมายที่นำมาใช้ก็ต้องสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการกำหนดกันว่าจะทำอย่างไรให้การใช้งานนั้น
คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด
อ.สาวตรี สุขศรี
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ความเห็นว่า
"เวลาพูดเรื่องเสรีภาพสื่อ ไม่ใช่แค่บอกว่าให้รัฐคุ้มครองอย่างเดียว
ต้องมีกลไกให้สื่อคุ้มครองประชาชนด้วย
ตราบใดสื่อเลือกที่จะนำเสนออะไรบางอย่างอย่างเดียวแปลว่ากำลังจำกัดเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนอยู่
ทั้งนี้ เสรีภาพของสื่อจะไม่เกิดถ้ารัฐคุม
แต่เสรีภาพของประชาชนจะไม่เกิดเหมือนกันถ้าสื่อไม่ทำหน้าที่
ซึ่งสังคมก็ต้องมาตรวจสอบสื่อด้วย
และกสทช.จะเป็นหน่วยสำคัญที่มาสนับสนุนตรงนี้"
กสทช.ต้องทำหน้าที่หลักๆ
คือส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสรี เพราะกฎหมายก็กำหนดไว้ให้กสทช.ทำหน้าที่นี้
อย่าให้มีปัญหาเหมือนกับ กกต. ที่มีอำนาจแค่บริหารจัดการการเลือกตั้ง
แต่ในความจริงกกต.กลับมีอำนาจล้นพ้น ตนหวังว่ากสทช.ต้องไม่เป็นแบบนั้น
ในการนำเสนอข่าว
ความจริงถูกคัดเลือกขึ้นมานำเสนอแค่บางประเด็น สื่อไม่ได้ทำตามหลักอันที่ควรจะเป็นว่าควรต้องเสนออย่างไร
เป็นเรื่องยากมากที่จะแก้ไขหากไม่มีความร่วมมือจากทุกฝ่าย
ที่สำคัญถ้าระบอบการเมืองไม่เป็นเสประชาธิปไตยจะไม่สามารถปฏิรูปสื่อได้แน่นอน
วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิื วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น