วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.04 : กฎหมายกำกับสื่อ…ทางออกที่ควรแก้ไข?


ปฏิรูปสื่อ EP.04 :  กฎหมายกำกับสื่อ…ทางออกที่ควรแก้ไข?



ในยุคหลอมรวมสื่ออย่างทุกวันนี้มีข่าวสารหลากหลายรูปแบบให้บริโภคตามความต้องการของคน ซึ่งข่าวสารเหล่านั้นมีลักษณะเชื่อมโลกเข้าด้วยกัน ด้วยความที่เทคโนโลยีทุกวันนี้ก้าวหน้าขึ้น สื่อใหม่ได้มีการกำหนดเสรีภาพในการป้อนข้อมูลเนื้อหาต่าง ๆ ลงบนโซเชียวมีเดีย รัฐในฐานะผู้ดูแลเรื่องนี้ได้มีการดำเนินการหารือเกี่ยวกับมาตรการกำกับและมีนโยบาย ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นจุดเร่งให้เกิดกฎหมายสำหรับสื่อในยุคหลอมรวมเทคโนโลยี
สมัยก่อนสื่อแต่ละแขนง หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ จะแยกกันอย่างชัดเจน แต่ปรากฎการณ์ การหลอมรวมสื่อเทคโนโลยีทำให้การสื่อสารโทรคมนาคมบรรจบกัน ตรงกับคำพูดของJenkins ที่ได้อธิบายเกี่ยวกับการเข้าสู่ยุคของการหลอมรวมเทคโนโลยีไว้ว่า เป็นการหลอม รวมของเนื้อหาของสื่อหลายๆ แพลตฟอร์ม รวมถึงพฤติกรรมการ ผู้บริโภคสื่อซึ่งมีความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมสื่อหลายๆ รูป แบบ เช่น การให้บริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมที่แตกต่างกัน เช่นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์โทรทัศน์ โทรศัพท์ และ อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ”
การจะจัดแยกประเภทของสื่อจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและสับสนยิ่งขึ้น การกำกับดูแลตรวจสอบของหน่วยงานต่าง ๆ ก็มีความยุ่งยากขึ้นตามไปด้วยในยุคหลอมรวมสื่อ  อีกทั้งกฎหมายก็ยังมีช่องโหว่อีกมากมาย  



จากปรากฏการณ์เช่นนี้ รัฐจึงจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้กฎหมายสามารถดูแลครอบคลุมการกระทำละเมิดกฎหมายที่จะเกิดขึ้น เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช. )    ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลทั้งกิจการวิทยุ โทรทัศน์ โทรคมนาคม และสื่ออื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้น เพื่อการดูแลเป็นไปอย่างทั่วถึง โดยให้ กสทช. จัดทำแผนแม่บทคลื่นความถี่เพื่อปรับการนำไปสู่การรับส่งสัญญาณในระบบดิจิตอลในอนาคตและกฎหมายจะต้องสามารถรองรับยุคของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพราะคงไม่สามารถปล่อยให้สื่อใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งแบบในระบบ หรือนอกระบบโดยไม่มีกฎหมายมารองรับได้
สื่อมวลชนต้องรับผิดชอบการทำงานโดยยึดหลักจริยธรรมสื่อเป็นอย่างดี สื่อทุกแขนงต้องคำนึงถึงการดูแลสื่อใหม่ แม้ว่าจะยังไม่มีมาตราข้อบังคับเป็นที่ชัดเจน แต่หลักจริยธรรมเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบวิชาชีพนี้ควรทำความเข้าใจในการใช้สื่อใหม่ เพราะทุกวันนี้ผู้คนเชื่อถือข่าวสารทางโซเชียลมีเดีย อย่างเฟสบุค หรือทวิตเตอร์เป็นอย่างมาก ในฐานะผู้เป็นสื่อต้องพูดความจริง เพื่อมิให้ผู้บริโภคข่าวสารตกเป็นเครื่องมือของพวกโฆษณาชวนเชื่อ



การกำหนดนโยบายในการพัฒนาสื่อจะส่งผลในการปฏิบัติงานอย่างเข้มขึ้นในยุคหลอมรวมจึงต้องทำงานด้วยความระมัดระวังมากขึ้น หากทำผิดพลาดอาจส่งผลต่อการถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทได้ง่าย ผู้ผลิตคอนเทนต์ที่มีส่วนรู้เห็นทุกกระบวนการในการผลิตอาจต้องร่วมรับผิดไปด้วย   ในปัจจุบันประเทศไทยได้มีการใช้กฎหมาย แผนและ นโยบายระดับชาติที่ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร (ICT) อยู่หลายฉบับด้วยกัน เช่น  
1. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554)   แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) มุ่งให้คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาคำนึงถึงความ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สร้างความ เปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งในด้านโอกาสและภัย คุกคาม    2. กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระยะ พ.ศ. 2544 - 2553 (Information Technology Policy Framework 2001- 2010: IT 2010)   กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศระยะพ.ศ.2544-2553 ให้ความสำคัญกับบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศในฐานะเครื่อง มือในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม
3.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 47 คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อ ประโยชน์สาธารณะให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำ หน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติการดำเนินการตามวรรคสองต้อง คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้อง ถิ่นทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรมความมั่นคงของรัฐประโยชน์ สาธารณะอื่น และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม  
4. พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มีความครอบคลุมปัญหาที่เกิดกับสื่อใหม่หลายประการ เช่น แบบ นิติกรรมสัญญา การลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์และการปรับใช้ เป็นต้น และ3.พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550   ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตามพระราชบัญญัติฯนี้ ครอบคลุมถึงโทรศัพท์อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทำงานผ่านระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย
ในส่วนของกฎหมายที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้นจะเห็นได้ว่าแต่ละประเภทมีกฎหมายเฉพาะจึงทำให้เกิดช่องว่างในการกำกับดูแลสื่อบางประเภทเช่นในทุกวันนี้ จนเกิดแนวทางว่าไม่ว่าอะไรใหม่หรือทันสมัยเราก็รับแล้วค่อยมาหาทางแก้ไขทีหลัง  ฉะนั้นในการที่จะออกกฎหมายจะต้องคำนึงถึงว่าควรจะทำอย่างไรที่จะทำให้กฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่กำกับดูแลให้การทำงานด้านสื่อสารมวลชนเป็นไปได้อย่างเสรีและเป็นธรรมอย่างแท้จริง ไม่เป็นการกำกับดูแลสื่อที่มากเกินไป เพราะงานด้านสื่อสารมวลชนเป็นงานที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมมีผลกระทบต่อคนหมู่มาก กฎหมายที่นำมาใช้ก็ต้องสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี  เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการกำหนดกันว่าจะทำอย่างไรให้การใช้งานนั้น คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด  



 อ.สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ความเห็นว่า "เวลาพูดเรื่องเสรีภาพสื่อ ไม่ใช่แค่บอกว่าให้รัฐคุ้มครองอย่างเดียว ต้องมีกลไกให้สื่อคุ้มครองประชาชนด้วย ตราบใดสื่อเลือกที่จะนำเสนออะไรบางอย่างอย่างเดียวแปลว่ากำลังจำกัดเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนอยู่ ทั้งนี้ เสรีภาพของสื่อจะไม่เกิดถ้ารัฐคุม แต่เสรีภาพของประชาชนจะไม่เกิดเหมือนกันถ้าสื่อไม่ทำหน้าที่ ซึ่งสังคมก็ต้องมาตรวจสอบสื่อด้วย และกสทช.จะเป็นหน่วยสำคัญที่มาสนับสนุนตรงนี้"
กสทช.ต้องทำหน้าที่หลักๆ คือส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสรี เพราะกฎหมายก็กำหนดไว้ให้กสทช.ทำหน้าที่นี้ อย่าให้มีปัญหาเหมือนกับ กกต. ที่มีอำนาจแค่บริหารจัดการการเลือกตั้ง แต่ในความจริงกกต.กลับมีอำนาจล้นพ้น ตนหวังว่ากสทช.ต้องไม่เป็นแบบนั้น
ในการนำเสนอข่าว ความจริงถูกคัดเลือกขึ้นมานำเสนอแค่บางประเด็น สื่อไม่ได้ทำตามหลักอันที่ควรจะเป็นว่าควรต้องเสนออย่างไร เป็นเรื่องยากมากที่จะแก้ไขหากไม่มีความร่วมมือจากทุกฝ่าย ที่สำคัญถ้าระบอบการเมืองไม่เป็นเสประชาธิปไตยจะไม่สามารถปฏิรูปสื่อได้แน่นอน


วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิื วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน 



        

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น