ปฏิรูปสื่อ EP.02 : สยบสื่อด้วยกฎหมาย ใช่ทางออกหรือ!
การปฏิรูปสื่อ คือ การจำกัดเสรีภาพในการทำหน้าที่นำเสนอข่าวทุกภาคส่วน
ซึ่งจะทำให้สื่อทำหน้าที่ภายใต้กรอบจริยธรรมวิชาชีพอย่างเคร่งครัด
ไม่มองการทำหน้าที่ในเชิงการค้าหรือผลประโยชน์มากเกินไป
อันจะเป็นผลดีต่อวงการสื่อเองที่ถูกกล่าวหามาโดยตลอดว่าสื่อเป็นตัวสร้างความขัดแย้ง
ปัญหาหลักในการปฏิรูปสื่อคือตัวสื่อเองที่ไม่ทำหน้าที่ภายใต้กรอบจริยธรรมวิชาชีพ
นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน เด็ก สตรี หรือผู้เสียเปรียบทางสังคมอยู่บ่อยครั้ง
ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
มองว่าปรากฏการณ์เช่นนี้สมควรแก่เวลาแล้วที่จะต้องมีลงมืออย่างจริงจังเสียที
เพราะสื่อเหิมเกริมใช้เสรีภาพเกินขอบเขต
ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศสภาปฏิรูปแห่งชาติได้จัดทำข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสื่อเพื่อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ
(สปช.) พร้อมเสนอ ร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม
และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน
ซึ่งในส่วนของยุทธศาสตร์ปฏิรูปสื่อได้กำหนดไว้อยู่ 3 ด้านด้วยกัน คือ 1.
เสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ 2. ป้องกันการเข้าแทรกแซงสื่อ 3.
การกำกับดูแลสื่อ
ยุทธศาสตร์ทั้ง3ด้านนี้ได้นำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ 3 มาตรา คือ มาตรา 48
มาตรา 49 และมาตรา 50 ส่วนกฎหมายระดับรองลงไป มี 3-4 ฉบับ คือ สภาวิชาชีพสื่อมวลชน
การโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ และเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร
พ.ศ.2540
ในขณะเดียวกันสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มองว่า
กฎหมายฉบับนี้อาจเป็นปัญหามากกว่าช่วยแก้ไขปัญหาต่อสังคม
ด้วยสาเหตุที่ว่าร่างกฎหมายนี้ผู้มีส่วนร่วมในการร่างไม่ได้มีความเข้าใจในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างแท้จริง
จนเกิดการวิพากษ์ว่า กฎหมายฉบับนี้แท้จริงแล้ว
ปฏิรูปเพื่อคุ้มครองหรือควบคุมกันแน่
ด้านนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วันชัย วงศ์มีชัย
ชี้แจงถึง มาตรา 48 ว่าด้วยเรื่อง
การทำกฎหมายลูกว่าด้วยการใช้เงินรัฐซื้อโฆษณาควรพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้ป้องกันไม่ให้เกิดการครอบงำสื่อ
หรือ ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวในการโฆษณาของนักการเมืองได้จริง มาตรา 49
เรื่องขอบเขตของการจัดกฎหมายว่าองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน
เสนอปรับเปลี่ยนถ้อยคำให้ชัดเจนขึ้น เช่น
ให้ระบุถึงความรับผิดชอบของสื่อมวลชนโดยตรง แทนที่คำว่า
“พิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพ” และมาตรา 50
ว่าด้วยการจัดสรรคลื่นความถี่ และการกำหนดให้มีองค์การของรัฐที่เป็นอิสระในการทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่
ในส่วนของวรรคสองและวรรคสาม ว่าด้วยการกำกับกิจการสื่อโทรทัศน์-วิทยุฯ
ที่ต้องคำนึงถึงประชาชน การมีส่วนร่วม และผู้ด้อยโอกาส โดยทั้ง 3
มาตราเปรียบเหมือนเสาเข็มซึ่งบ่งบอกถึงรากฐานการปฎิรููปสื่อ
ซึ่งการปฏิรูปต้องเริ่มจากตัวสื่อเอง ประกอบไปด้วย ผู้ปฏิบัติ ผู้บริหาร และนายทุน
เป็นลำดับแรกเสียก่อน
สิ่งที่น่าสงสัยในร่างกฎหมายฉบับนี้ เริ่มปรากฏในบทนิยามศัพท์ในมาตรา
3 ที่กล่าวถึง ใบรับรองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ใจความว่า
"ใบรับรองซึ่งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนออกให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน
ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในองค์กรสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น"
แสดงให้เห็นว่าผู้ร่างกฎไม่ได้มีความเข้าใจในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างชัดเจน
ซึ่งคำกล่าวนี้หมายถึง หากผู้ใดที่ไม่ได้จบสาขานิเทศศาสตร์หรือวารสารศาสตร์
จะไม่สามารถปฏิบัติงานในองค์กรสื่อมวลชนได้
วิชาชีพสื่อมวลชนสามารถฝึกฝนได้ภายหลังจบการศึกษาอื่นมา
ซึ่งต่างกับวิชาชีพอื่น
การที่วิชาชีพสื่อมวลชนไม่กำหนดคุณสมบัติตายตัวแก่ผู้ที่ประกอบวิชาชีพนี้เพราะสื่อมวลชนต้องการคนทำงานที่หลากหลายความสามารถ
ความคิด และความสร้างสรรค์ เพื่อตอบสนองสังคมประชาธิปไตยที่สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
การให้อำนาจตามกฎหมายแก่สภาวิชาชีพสื่อมวลชน
เป็นการให้อำนาจในการจำกัดเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนโดยผ่านสภาวิชาชีพสื่อฯ
ซึ่งย่อมเป็นช่องทางที่จะทำให้อำนาจทางการเมืองสามารถแทรกแซงเข้ามาใช้อำนาจนี้
ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับองค์กรอิสระตามกฎหมายต่าง ๆ ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา
นับเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้น การที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ได้ออกมาท้วงติงความพยายามของ
สปช. ที่เร่งรีบจะออกกฎหมายนี้
โดยออกมาร้องแสดงจุดยืนว่าจะปรับปรุงระบบการกำกับดูแลกันเองในวิชาชีพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยไม่ต้องมีการออกกฎหมายให้อำนาจแก่องค์กรวิชาชีพ
เพื่อป้องกันการปฏิรูปสื่อโดยฉับพลัน คณะกรรมาธิการยกร่างฯ
รัฐธรรมนูญควรนำข้อท้วงติงขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไปปรับปรุงบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคลายปมความขัดแย้งที่จะนำหายนะมาสู่แวดวงวิชาชีพสื่อมวลชนในอนาคต
เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าถ้าจะใช้วิธีทางกฎหมายเพื่อเข้ามาควบคุมจริยธรรมในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนก็ย่อมเป็นอันตรายและเป็นการเปิดช่องโหว่ให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้ามาควบคุมสื่อมากกว่าที่จะคุ้มครองสื่อ
ตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย
ซึ่งพิสูจน์กันมาแล้วในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายว่า
ไม่ใช่วิธีที่ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิื วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น