วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.02 : สยบสื่อด้วยกฎหมาย ใช่ทางออกหรือ!


ปฏิรูปสื่อ EP.02 : สยบสื่อด้วยกฎหมาย ใช่ทางออกหรือ!



          การปฏิรูปสื่อ คือ การจำกัดเสรีภาพในการทำหน้าที่นำเสนอข่าวทุกภาคส่วน ซึ่งจะทำให้สื่อทำหน้าที่ภายใต้กรอบจริยธรรมวิชาชีพอย่างเคร่งครัด ไม่มองการทำหน้าที่ในเชิงการค้าหรือผลประโยชน์มากเกินไป อันจะเป็นผลดีต่อวงการสื่อเองที่ถูกกล่าวหามาโดยตลอดว่าสื่อเป็นตัวสร้างความขัดแย้ง

          ปัญหาหลักในการปฏิรูปสื่อคือตัวสื่อเองที่ไม่ทำหน้าที่ภายใต้กรอบจริยธรรมวิชาชีพ นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน เด็ก สตรี หรือผู้เสียเปรียบทางสังคมอยู่บ่อยครั้ง ทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มองว่าปรากฏการณ์เช่นนี้สมควรแก่เวลาแล้วที่จะต้องมีลงมืออย่างจริงจังเสียที เพราะสื่อเหิมเกริมใช้เสรีภาพเกินขอบเขต



          ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศสภาปฏิรูปแห่งชาติได้จัดทำข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสื่อเพื่อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อมเสนอ ร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน  ซึ่งในส่วนของยุทธศาสตร์ปฏิรูปสื่อได้กำหนดไว้อยู่ 3 ด้านด้วยกัน คือ 1. เสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ 2. ป้องกันการเข้าแทรกแซงสื่อ 3. การกำกับดูแลสื่อ        ยุทธศาสตร์ทั้ง3ด้านนี้ได้นำไปสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญ 3 มาตรา คือ มาตรา 48 มาตรา 49 และมาตรา 50 ส่วนกฎหมายระดับรองลงไป มี 3-4 ฉบับ คือ สภาวิชาชีพสื่อมวลชน การโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ และเสนอให้มีการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540

          ในขณะเดียวกันสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มองว่า กฎหมายฉบับนี้อาจเป็นปัญหามากกว่าช่วยแก้ไขปัญหาต่อสังคม ด้วยสาเหตุที่ว่าร่างกฎหมายนี้ผู้มีส่วนร่วมในการร่างไม่ได้มีความเข้าใจในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างแท้จริง จนเกิดการวิพากษ์ว่า กฎหมายฉบับนี้แท้จริงแล้ว ปฏิรูปเพื่อคุ้มครองหรือควบคุมกันแน่





          ด้านนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย วันชัย วงศ์มีชัย ชี้แจงถึง มาตรา 48 ว่าด้วยเรื่อง การทำกฎหมายลูกว่าด้วยการใช้เงินรัฐซื้อโฆษณาควรพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้ป้องกันไม่ให้เกิดการครอบงำสื่อ หรือ ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวในการโฆษณาของนักการเมืองได้จริง มาตรา 49 เรื่องขอบเขตของการจัดกฎหมายว่าองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เสนอปรับเปลี่ยนถ้อยคำให้ชัดเจนขึ้น เช่น ให้ระบุถึงความรับผิดชอบของสื่อมวลชนโดยตรง แทนที่คำว่า “พิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพ”  และมาตรา 50  ว่าด้วยการจัดสรรคลื่นความถี่ และการกำหนดให้มีองค์การของรัฐที่เป็นอิสระในการทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ในส่วนของวรรคสองและวรรคสาม ว่าด้วยการกำกับกิจการสื่อโทรทัศน์-วิทยุฯ ที่ต้องคำนึงถึงประชาชน การมีส่วนร่วม และผู้ด้อยโอกาส  โดยทั้ง 3 มาตราเปรียบเหมือนเสาเข็มซึ่งบ่งบอกถึงรากฐานการปฎิรููปสื่อ ซึ่งการปฏิรูปต้องเริ่มจากตัวสื่อเอง ประกอบไปด้วย ผู้ปฏิบัติ ผู้บริหาร และนายทุน เป็นลำดับแรกเสียก่อน

            สิ่งที่น่าสงสัยในร่างกฎหมายฉบับนี้ เริ่มปรากฏในบทนิยามศัพท์ในมาตรา 3 ที่กล่าวถึง ใบรับรองผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ใจความว่า "ใบรับรองซึ่งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนออกให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ในองค์กรสื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น" แสดงให้เห็นว่าผู้ร่างกฎไม่ได้มีความเข้าใจในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างชัดเจน ซึ่งคำกล่าวนี้หมายถึง หากผู้ใดที่ไม่ได้จบสาขานิเทศศาสตร์หรือวารสารศาสตร์ จะไม่สามารถปฏิบัติงานในองค์กรสื่อมวลชนได้

          วิชาชีพสื่อมวลชนสามารถฝึกฝนได้ภายหลังจบการศึกษาอื่นมา ซึ่งต่างกับวิชาชีพอื่น การที่วิชาชีพสื่อมวลชนไม่กำหนดคุณสมบัติตายตัวแก่ผู้ที่ประกอบวิชาชีพนี้เพราะสื่อมวลชนต้องการคนทำงานที่หลากหลายความสามารถ ความคิด และความสร้างสรรค์ เพื่อตอบสนองสังคมประชาธิปไตยที่สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน



              การให้อำนาจตามกฎหมายแก่สภาวิชาชีพสื่อมวลชน เป็นการให้อำนาจในการจำกัดเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชนโดยผ่านสภาวิชาชีพสื่อฯ ซึ่งย่อมเป็นช่องทางที่จะทำให้อำนาจทางการเมืองสามารถแทรกแซงเข้ามาใช้อำนาจนี้ ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับองค์กรอิสระตามกฎหมายต่าง ๆ ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย



               ดังนั้น การที่องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ได้ออกมาท้วงติงความพยายามของ สปช. ที่เร่งรีบจะออกกฎหมายนี้ โดยออกมาร้องแสดงจุดยืนว่าจะปรับปรุงระบบการกำกับดูแลกันเองในวิชาชีพให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องมีการออกกฎหมายให้อำนาจแก่องค์กรวิชาชีพ

          เพื่อป้องกันการปฏิรูปสื่อโดยฉับพลัน คณะกรรมาธิการยกร่างฯ รัฐธรรมนูญควรนำข้อท้วงติงขององค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนไปปรับปรุงบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญเพื่อคลายปมความขัดแย้งที่จะนำหายนะมาสู่แวดวงวิชาชีพสื่อมวลชนในอนาคต

          เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าถ้าจะใช้วิธีทางกฎหมายเพื่อเข้ามาควบคุมจริยธรรมในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนก็ย่อมเป็นอันตรายและเป็นการเปิดช่องโหว่ให้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้ามาควบคุมสื่อมากกว่าที่จะคุ้มครองสื่อ ตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย ซึ่งพิสูจน์กันมาแล้วในประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายว่า ไม่ใช่วิธีที่ส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 



วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิื วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น