วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ปฏิรูปสื่อ EP.03 : ป้องการเข้าแทรกแซงสื่อ….ทางออกที่แท้จริง?

ปฏิรูปสื่อ EP.03 : ป้องการเข้าแทรกแซงสื่อ….ทางออกที่แท้จริง?         


                ในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยมีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สื่อมวลชนเปรียบเสมือนหมาเฝ้าบ้านหรือผู้รักษาประตู มีหน้าที่คอยรักษาผลประโยชน์ของประชาชน  เป็นหูเป็นตาคอยเฝ้าระวังสิ่งอันตรายที่จะเข้ามาในบ้าน  แต่ในขณะเดียวกันสื่อมวลชนก็กลายเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายเหมือนกับสินค้าอื่นทั่วไป เพราะการเข้ามาของระบบทุนนิยม ลักษณะเช่นนี้ทำให้สื่อมวลชนถูกเข้าครอบงำมากขึ้น  ยิ่งมีการผนวกอำนาจทางการเมืองเข้ากับอำนาจนายทุนเลยส่งผลให้สื่อมวลชนไทยถูกเข้าแทรกแซงในรูปแบบที่แนบเนียนจนสถานะของการเป็นสุนัขเฝ้าบ้านได้เปลี่ยนมาเป็นสุนัขรับใช้ในที่สุด



           ข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาได้อย่างชัดเจนคือ  การจัดอันดับเสรีภาพของสื่อมวลชนโลกทั้งสิ้นประมาณ 169 ประเทศขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน  ตั้งแต่ปี 2546 - 2552 พบว่าอันดับเสรีภาพของสื่อไทยลดอันดับลงอย่างต่อเนื่องภายในเวลา 5 ปี เริ่มจากปี 2546 อันดับ เสรีภาพของสื่อมวลชนไทยอยู่ในลำดับที่ 82 ในปี 2547 อันดับเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยปรับขึ้นมาอยู่ที่ 59    แต่ตั้งแต่ปี  2548 – 2550 อันดับเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยลดลงเรื่อยจากลำดับที่ 107 ลดลงมาอันดับที่ 130ของโลก   จากข้อมูลที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเมื่อกิจการสื่อมวลชนได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม   แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าภายใต้ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมนั้น เป็นเรื่องยากที่สถานะสื่อมวลชนในสังคมไทยจะคงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพในการทำงานด้วยความเป็นกลาง ตราบใดที่สังคมไทยยังตกอยู่ภายใต้อำนาจทุนที่แฝงตัวมากับการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม



          ด้วยเหตุนี้ปัญหาการเข้าครอบงำสื่อจึงเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขจากทุกภาคส่วน เพื่อที่สื่อมวลชนจะได้มีเสรีภาพและความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวสู่สาธารณะ ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจสำคัญของสื่อมวลชนที่เป็นกระจกสะท้อนความจริงได้อย่างอิสระเสรีปราศจากการเข้าแทรกแซง   ซึ่งหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการปฏิรูปสื่อก็คือการป้องกันแทรกแซงสื่อจากรัฐและนายทุน โดยในส่วนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปท. ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันการแทรกแซงสื่อที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างคือ

1.ระบบและกลไกหลักประกันการแทรกแซงจากอำนาจรัฐ   จัดให้มีกฎหมายประกันเสรีภาพสื่อ คุ้มครองความเป็นอิสระขององค์กรสื่อ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองความเป็นอิสระ ขององค์กรสื่อภาครัฐ กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กฎหมายประกันความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ
2.ระบบและกลไกหลักประกันการแทรกแซงจากอำนาจทุน จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการสร้างกลไกป้องกันการผูกขาด ควบรวม ของสิทธิ์ข้ามสื่อ จัดให้มีกลไกส่งเสริมการจัดตั้งสมาคมผู้ประกอบธุรกิจสื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของทุนได้แสดงความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ
3. ระบบและกลไกด้านการดูแลสื่อด้วยสวัสดิภาพและสวัสดิการ  จัดให้มีกองทุนพัฒนากิจการสื่อวิทยุโทรทัศน์ โดยระดมทุนจากภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน ประชาชน เพื่อช่วยให้สื่อขนาดเล็กอยู่รอดได้และผลิตเนื้อหาให้มีคุณภาพปลอดภัยและสร้างสรรค์ 
4. ระบบและกลไกด้านการเฝ้าระวังจากภาคประชาชน   สร้างกลไกการมีส่วนร่วมโดยให้ภาคประชาชนรวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อเฝ้าระวัง (Media Watch) การถูกครอบงำโดยอำนาจรัฐและทุน ได้รายงานต่อองค์กรรับเรื่องร้องเรียนต่อสื่อมวลชน ทั้งในระดับองค์กรสื่อ องค์กรวิชาชีพสื่อ และสภาวิชาชีพสื่อมวลชนด้วย 

       ผลคาดหวังของ สปท. เพื่อให้มีกฎหมายป้องกันการแทรกแซง โดยอำนาจรัฐและทุน ผลงานวิจัยที่ชี้ชัดความเป็นอิสระของสื่อและ มีสมาคมผู้ประกอบธุรกิจสื่อที่ประกาศความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการแก่สาธารณชน

การกำกับดูแลกันเองโดยองค์กรวิชาชีพถูกวิจารณ์ว่าไม่สามรรถดูแลด้านจริยธรรมกันได้จริง ต้องพิจารณาว่า การออกแบบสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ โดยกำหนดให้มีอำนาจในการลงโทษดังที่กล่าวมาข้างต้นสัมพัทธ์กับความคาดหวังของสังคมและผู้ถูกละเมิด ควรพิจารณาสถิติและมูลเหตุการเพิ่มขึ้นและลดลงของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติประกอบด้วย



ตั้งแต่ปี 2540-2557 มีองค์กรสื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกทั้งสิ้น 47 องค์กร ลาออก 12 องค์กร มี 3องค์กรที่ลาออกเพราะไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯคือ เครือมติชนและได้ลาออกเพราะไม่ยอมรับมติเรื่องการตรวจสอบเรื่องสินบนสื่อ สยามกีฬารายวันลาออกด้วยเหตุผลในกรณีเดียวกัน และสยามกีฬารายวัน ลาออกเพราะไม่ยอมรับข้อบังคับเรื่องการเสนอข่าวเกี่ยวกับพนันฟุตบอล

ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่า มีองค์กรสื่อจำนวนมายอมประกาศตัวยอมรับพันธสัญญาว่า ประสงค์จะมีจริยธรรมแห่งวิชาชีพตามที่ตกลงกัน แต่มีจำนวนน้อยที่ลาออกเพราะไม่ยอมรับมาตรฐานนั้นและพร้อมเผชิญมาตรการทางสังคมซึ่งก็ปรากฏให้เห็นแล้ว

คณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป 4 องค์กร เห็นว่าการกำกับดูแลจริยธรรมสื่อนั้นต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเพราะมิฉะนั้นจะมีปัญหากระทบไปถึงเรื่องความเป็นอิสระเสรีภาพ เนื้อหาและกลไกที่มีขึ้นควรจะชัดเจนว่ามุ่งเน้นไปเรื่องจริยธรรมเท่านั้น อาจใช้การกำกับดูแลด้านรัฐถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อด้านเสรีภาพสื่อมวลชน


ผู้ทำอาชีพสื่อมวลชนทุกแขนงควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปสื่อ เพื่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม หากมีความร่วมมือกัน หลายสิ่งหลายอย่างจะเป็นไปด้วยความรอบคอบ สร้างสรรค์ และเป็นจริงตามประวัติศาสตร์ สภาปัญหา มีทั้งการออกกฎหมายใหม่ ปรับปรุงกฎหมายเดิม การออกระเบียบการ การใช้มาตรการทางกฎหมาย ทั้งนี้ต้องตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ ที่เหมาะสมของแต่ละฝ่ายที่พึงมีตามโครงสร้างการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยด้วย


วิสุทธิภา เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์ วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น: การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น