ในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยมีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
สื่อมวลชนเปรียบเสมือนหมาเฝ้าบ้านหรือผู้รักษาประตู
มีหน้าที่คอยรักษาผลประโยชน์ของประชาชน เป็นหูเป็นตาคอยเฝ้าระวังสิ่งอันตรายที่จะเข้ามาในบ้าน
แต่ในขณะเดียวกันสื่อมวลชนก็กลายเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายเหมือนกับสินค้าอื่นทั่วไป
เพราะการเข้ามาของระบบทุนนิยม ลักษณะเช่นนี้ทำให้สื่อมวลชนถูกเข้าครอบงำมากขึ้น ยิ่งมีการผนวกอำนาจทางการเมืองเข้ากับอำนาจนายทุนเลยส่งผลให้สื่อมวลชนไทยถูกเข้าแทรกแซงในรูปแบบที่แนบเนียนจนสถานะของการเป็นสุนัขเฝ้าบ้านได้เปลี่ยนมาเป็นสุนัขรับใช้ในที่สุด
ข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาได้อย่างชัดเจนคือ
การจัดอันดับเสรีภาพของสื่อมวลชนโลกทั้งสิ้นประมาณ 169 ประเทศขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ตั้งแต่ปี 2546 - 2552
พบว่าอันดับเสรีภาพของสื่อไทยลดอันดับลงอย่างต่อเนื่องภายในเวลา 5 ปี เริ่มจากปี
2546 อันดับ เสรีภาพของสื่อมวลชนไทยอยู่ในลำดับที่ 82 ในปี 2547
อันดับเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยปรับขึ้นมาอยู่ที่ 59 แต่ตั้งแต่ปี 2548 – 2550
อันดับเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยลดลงเรื่อยจากลำดับที่ 107 ลดลงมาอันดับที่
130ของโลก
จากข้อมูลที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเมื่อกิจการสื่อมวลชนได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กำไรสูงสุดตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าภายใต้
ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมนั้น
เป็นเรื่องยากที่สถานะสื่อมวลชนในสังคมไทยจะคงไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพในการทำงานด้วยความเป็นกลาง
ตราบใดที่สังคมไทยยังตกอยู่ภายใต้อำนาจทุนที่แฝงตัวมากับการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม
ด้วยเหตุนี้ปัญหาการเข้าครอบงำสื่อจึงเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขจากทุกภาคส่วน
เพื่อที่สื่อมวลชนจะได้มีเสรีภาพและความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวสู่สาธารณะ
ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจสำคัญของสื่อมวลชนที่เป็นกระจกสะท้อนความจริงได้อย่างอิสระเสรีปราศจากการเข้าแทรกแซง ซึ่งหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญของการปฏิรูปสื่อก็คือการป้องกันแทรกแซงสื่อจากรัฐและนายทุน
โดยในส่วนของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศสภาปฏิรูปแห่งชาติ
หรือ สปท.
ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันการแทรกแซงสื่อที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างคือ
1.ระบบและกลไกหลักประกันการแทรกแซงจากอำนาจรัฐ จัดให้มีกฎหมายประกันเสรีภาพสื่อ
คุ้มครองความเป็นอิสระขององค์กรสื่อ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองความเป็นอิสระ
ขององค์กรสื่อภาครัฐ กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมโฆษณาประชาสัมพันธ์ภาครัฐ
กฎหมายประกันความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการ
2.ระบบและกลไกหลักประกันการแทรกแซงจากอำนาจทุน
จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการสร้างกลไกป้องกันการผูกขาด ควบรวม ของสิทธิ์ข้ามสื่อ
จัดให้มีกลไกส่งเสริมการจัดตั้งสมาคมผู้ประกอบธุรกิจสื่อ
เพื่อให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของทุนได้แสดงความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาลและคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ
3. ระบบและกลไกด้านการดูแลสื่อด้วยสวัสดิภาพและสวัสดิการ จัดให้มีกองทุนพัฒนากิจการสื่อวิทยุโทรทัศน์
โดยระดมทุนจากภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน ประชาชน
เพื่อช่วยให้สื่อขนาดเล็กอยู่รอดได้และผลิตเนื้อหาให้มีคุณภาพปลอดภัยและสร้างสรรค์
4. ระบบและกลไกด้านการเฝ้าระวังจากภาคประชาชน
สร้างกลไกการมีส่วนร่วมโดยให้ภาคประชาชนรวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อเฝ้าระวัง
(Media Watch) การถูกครอบงำโดยอำนาจรัฐและทุน
ได้รายงานต่อองค์กรรับเรื่องร้องเรียนต่อสื่อมวลชน ทั้งในระดับองค์กรสื่อ
องค์กรวิชาชีพสื่อ และสภาวิชาชีพสื่อมวลชนด้วย
ผลคาดหวังของ สปท.
เพื่อให้มีกฎหมายป้องกันการแทรกแซง โดยอำนาจรัฐและทุน
ผลงานวิจัยที่ชี้ชัดความเป็นอิสระของสื่อและ
มีสมาคมผู้ประกอบธุรกิจสื่อที่ประกาศความเป็นอิสระของกองบรรณาธิการแก่สาธารณชน
การกำกับดูแลกันเองโดยองค์กรวิชาชีพถูกวิจารณ์ว่าไม่สามรรถดูแลด้านจริยธรรมกันได้จริง
ต้องพิจารณาว่า การออกแบบสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
โดยกำหนดให้มีอำนาจในการลงโทษดังที่กล่าวมาข้างต้นสัมพัทธ์กับความคาดหวังของสังคมและผู้ถูกละเมิด
ควรพิจารณาสถิติและมูลเหตุการเพิ่มขึ้นและลดลงของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติประกอบด้วย
ตั้งแต่ปี 2540-2557 มีองค์กรสื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกทั้งสิ้น 47
องค์กร ลาออก 12 องค์กร มี
3องค์กรที่ลาออกเพราะไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการฯคือ
เครือมติชนและได้ลาออกเพราะไม่ยอมรับมติเรื่องการตรวจสอบเรื่องสินบนสื่อ
สยามกีฬารายวันลาออกด้วยเหตุผลในกรณีเดียวกัน และสยามกีฬารายวัน
ลาออกเพราะไม่ยอมรับข้อบังคับเรื่องการเสนอข่าวเกี่ยวกับพนันฟุตบอล
ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนว่า
มีองค์กรสื่อจำนวนมายอมประกาศตัวยอมรับพันธสัญญาว่า
ประสงค์จะมีจริยธรรมแห่งวิชาชีพตามที่ตกลงกัน แต่มีจำนวนน้อยที่ลาออกเพราะไม่ยอมรับมาตรฐานนั้นและพร้อมเผชิญมาตรการทางสังคมซึ่งก็ปรากฏให้เห็นแล้ว
คณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป 4 องค์กร
เห็นว่าการกำกับดูแลจริยธรรมสื่อนั้นต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเพราะมิฉะนั้นจะมีปัญหากระทบไปถึงเรื่องความเป็นอิสระเสรีภาพ
เนื้อหาและกลไกที่มีขึ้นควรจะชัดเจนว่ามุ่งเน้นไปเรื่องจริยธรรมเท่านั้น
อาจใช้การกำกับดูแลด้านรัฐถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อด้านเสรีภาพสื่อมวลชน
ผู้ทำอาชีพสื่อมวลชนทุกแขนงควรให้ความสำคัญกับการปฏิรูปสื่อ
เพื่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม หากมีความร่วมมือกัน
หลายสิ่งหลายอย่างจะเป็นไปด้วยความรอบคอบ สร้างสรรค์ และเป็นจริงตามประวัติศาสตร์
สภาปัญหา มีทั้งการออกกฎหมายใหม่ ปรับปรุงกฎหมายเดิม การออกระเบียบการ
การใช้มาตรการทางกฎหมาย ทั้งนี้ต้องตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่
ที่เหมาะสมของแต่ละฝ่ายที่พึงมีตามโครงสร้างการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยด้วย
วิสุทธิภา
เพียวริบุตร 13570575
ศรีสิทธิ์
วงศ์วรจรรย์ 13570580
ประเด็น:
การละเมิดกฎหมายและสิทธิมนุษยชน





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น